posttoday
แท็บเล็ตปฏิวัติการอ่าน 2011 ปีทองของหนังสือออนไลน์

แท็บเล็ตปฏิวัติการอ่าน 2011 ปีทองของหนังสือออนไลน์

30 ธันวาคม 2554

ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจในปี 2011 จะย่ำแย่บนภาวะจีดีพีที่ขยายตัวได้ลดลงหรือถูกกระหน่ำด้วยปัญหาหนี้สาธารณะมากเพียงใด

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจในปี 2011 จะย่ำแย่บนภาวะจีดีพีที่ขยายตัวได้ลดลงหรือถูกกระหน่ำด้วยปัญหาหนี้สาธารณะมากเพียงใด โลกก็ไม่เคยหยุดยั้งในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ

และในปี 2011 นี้เอง ที่ผู้อ่านหนังสือออนไลน์ (E-Book) กลุ่มใหญ่ พร้อมกับความเฟื่องฟูของคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ได้ส่งสัญญาณพร้อมที่จะปิดยุคของหน้าหนังสือเปื้อนน้ำหมึก เมื่อเทคโนโลยีหนังสือออนไลน์ที่เริ่มขยายวงกว้างกำลังปฏิวัติวัฒนธรรมการอ่านที่เคยมีมาอย่างสิ้นเชิง ทั้งการอ่านนิยาย เช็กข่าวสาร หรืออ่านแมกกาซีนฆ่าเวลา

“เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น ว่าเราจะหยุดตัดต้นไม้ และเปลี่ยนรูปแบบของหนังสือทั้งหมดไปสู่โลกออนไลน์เมื่อไร” ทิม พัชริน ประธานบริษัทด้านการวิเคราะห์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ครีเอทีฟ สแตรตจีส์ กล่าวกับเอเอฟพี

แท็บเล็ตปฏิวัติการอ่าน 2011 ปีทองของหนังสือออนไลน์

ร้านค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่อย่างอะเมซอน ได้สร้างเครือข่ายร้านหนังสือออนไลน์ คินเดิล (Kindle) เป็นแหล่งหนังสือขนาดใหญ่สำหรับกลุ่มผู้อ่านหนังสือออนไลน์อีบุ๊ก ขณะที่ค่ายแอปเปิล ก็ได้จุดประกายความต้องการรูปแบบความบันเทิงที่ไม่หยุดยั้งบนแท็บเล็ตไอแพด ซึ่งมีรูปแบบเนื้อหาหลากหลาย ตั้งแต่ภาพยนตร์ไปจนถึงแมกกาซีนและหนังสือหลากประเภท

รายงานของบริษัทวิจัย จูนิเปอร์ รีเสิร์ช ระบุว่า ในปี 2011 นี้ อุตสาหกรรมหนังสือออนไลน์สามารถทำรายได้ถึง 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางแนวโน้มความนิยมในแท็บเล็ต การอ่านหนังสือออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะช่วยดันยอดรายได้ให้เพิ่มขึ้นถึง 9,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า

ขณะที่กลุ่มศึกษาอุตสาหกรรมหนังสือในสหรัฐ (บีไอเอสจี) ก็ระบุในทิศทางเดียวกันว่า ผู้อ่านกำลังทิ้งพฤติกรรมการอ่านหนังสือแบบเก่าและหันมายึดติด หรือมีรอยัลตีในหนังสือออนไลน์กันมากขึ้น โดยผู้ที่ซื้อทั้งหนังสือแบบปกติและหนังสือออนไลน์มากถึง 50% เปิดเผยว่า พร้อมจะเลิกซื้อหนังสือเปื้อนหมึกของนักเขียนคนโปรดทันที โดยสามารถอดใจรอได้ หากว่ามีรูปแบบของหนังสือออนไลน์ ออกตามมาภายใน 3 เดือน

“ตลาดอีบุ๊กกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยผู้อ่านมีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน แทนที่จะเป็นไม่กี่ปี” แองเจลา โบล รองผู้อำนวยการบริหารของบีไอเอสจี กล่าว พร้อมระบุด้วยว่า ความกังวลที่เคยมีต่อการอ่านหนังสือออนไลน์ เริ่มจางหายไปแล้ว โดยสิ่งที่คนส่วนใหญ่กังวลมีเพียงแค่เรื่องราคาที่อยากให้ถูกลงมาเท่านั้น

ร้านหนังสือรายใหญ่ในสหรัฐอย่าง บาร์นส์ แอนด์ โนเบิล เป็นตัวอย่างที่ดีของร้านหนังสือรายใหญ่ ที่ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับกระแสที่เปลี่ยนไป โดยได้เปิดร้านหนังสือออนไลน์ นูก (Nook) พร้อมเครือข่ายเพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะ

“ผมเป็นคนหนึ่งล่ะ ที่เชื่อว่ากระแสความคลั่งไคล้ในอีบุ๊กจะขยายไปถึงพฤติกรรมการอ่านทั้งหมดที่เปลี่ยนไปของแต่ละบุคคล เมื่อคุณเห็นคนอื่นตื่นเต้นกับการอ่านหนังสือออนไลน์ คุณก็จะลองทำตามด้วย และในที่สุดก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านทั้งหมดของคุณไปด้วย” อัลเลน ไวเนอร์ นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยเทคโนโลยีการ์ธเนอร์ กล่าวกับเอเอฟพี แต่ก็ย้ำด้วยว่ารูปเล่มของน้ำหมึกบนเล่มกระดาษนั้น จะยังไม่ถึงกับตายจากไป

พัชริน ประธานของครีเอทีฟ สแตรตจีส์ เชื่อว่าอาจใช้เวลาอย่างน้อย 1 ทศวรรษ กว่าที่รูปแบบของหนังสือกระดาษจะสูญพันธุ์ไปอย่างสิ้นเชิง เพราะต้องไม่ลืมว่ากลุ่มคนในวัย 45 ปีขึ้นไป ซึ่งเติบโตมากับการอ่านหนังสือเป็นเล่ม จะยังคงพฤติกรรมการอ่านแบบเดิมที่เคยชินต่อไปอีกระยะ อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนเจเนอเรชันที่เด็กกว่าลงมา ต่างก็พร้อมที่จะเปลี่ยนไปสู่เนื้อหาในรูปแบบดิจิตอล และภายในวันหนึ่ง คนกลุ่มนี้ก็จะใช้อีบุ๊กหรือแท็บเล็ตในการบริโภคสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ

ไวเนอร์ คาดว่ารูปแบบของหนังสือปกแข็งหรือปกอ่อนนั้น จะยังคงมีอยู่บ้างในบางสถานการณ์ เช่น การซื้อหนังสือมาเก็บสะสมเพื่ออ่านที่บ้าน แม้ว่าจะอยู่ในยุคที่ดิจิตอลเข้าเทกโอเวอร์ยุคสื่อสิ่งพิมพ์แล้วก็ตาม

“ผมคิดว่าเป็นความเชื่อผิดๆ ที่คิดกันว่าหนังสือออนไลน์จะฆ่าหนังสือจริงๆ ได้ทั้งหมด” ไวเนอร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับหนังสือพิมพ์และ แมกกาซีนแล้ว สถานการณ์ข้างต้นกลับแตกต่างกันออกไปเหมือนหนังคนละม้วน

ไวเนอร์ มองว่า การขยายตัวของอีบุ๊กและแท็บเล็ตคือการเดินไปสู่จุดจบของหนังสือพิมพ์ในรูปเล่มแบบเดิม ขณะที่แมกกาซีนนั้นจะสามารถหาทาง ออกให้มีสัดส่วนที่พอๆ กันระหว่างรูปเล่มแบบเดิมกับแบบดิจิตอลได้

ที่ผ่านมา วงการหนังสือพิมพ์ได้ทุ่มงบไปมหาศาลกับเทคโนโลยีการพิมพ์และการจัดจำหน่ายรายวัน ทว่าก็ยังไม่สามารถสู้ข่าวทางอินเทอร์เน็ตได้ในแง่ของความสดใหม่ ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมการโฆษณาก็เริ่มปรับทิศหันไปทุ่มงบโฆษณาลงในหนังสือพิมพ์ออนไลน์มากขึ้นแทน เพราะสามารถโฟกัสกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า และผู้ว่าจ้างก็พร้อมจ่ายเงินทันทีที่ผู้อ่านคลิกเข้าไปดูโฆษณาที่ลงไว้

ในปีนี้เอง อาณาจักรสื่อ นิวส์ คอร์ป ของรูเพิร์ต เมอร์ด็อก ก็ได้เปิดตัว “เดอะ เดลี” ฉบับไอแพด (โอนลี) ขึ้นมา ในขณะที่บรรดาหนังสือพิมพ์หัวเล็กหัวใหญ่ทั้งหลายต่างก็เร่งปรับปรุงและพัฒนาแอพพลิเคชันเว็บไซต์ข่าวของตนเองบนโทรศัพท์มือถือ พร้อมลงทุนพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อขยายไปสู่แท็บเล็ตด้วย

แม้แต่ ยาฮู ที่เคยเป็นผู้นำแห่งวงการอินเทอร์เน็ตในยุคหนึ่ง ก็ได้พยายามปรับโฉมตัวเองให้เป็นผู้นำด้านดิจิตอล คอนเทนต์ ในตลาดระดับบน พร้อมเปิดตัวข่าวแมกกาซีนบนไอแพดในชื่อ “ไลฟ์สแตนด์” เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถเล่นวิดีโอ ภาพ และเนื้อหาไปได้พร้อมๆ ภายใต้การใช้งานอย่างง่ายดาย เพื่อสู้กับคู่แข่งอย่าง “ฟลิปบอร์ด”

ขณะที่นิตยสารข่าวชื่อดังและเป็นรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอย่าง “ไทม์” ก็ได้ซื้อตัวผู้คร่ำหวอดในวงการโฆษณาดิจิตอล ลอรา หลาง ซึ่งเป็นอดีตซีอีโอของดิจิตาส ให้มานั่งแท่นเป็นซีอีโอคนใหม่ของไทม์

และเมื่อการแข่งขันของสื่อออนไลน์เริ่มเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ไปรษณีย์สหรัฐจึงเริ่มคิดที่จะยุติการส่งสื่อสิ่งพิมพ์รายปักษ์

เพราะในเมื่อรายวันยังไม่ใช่คู่แข่งของออนไลน์ ข่าวรายปักษ์จึงแทบไม่ต่างอะไรกับข่าวค้างข้ามปี

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่