
ครบรอบ 10 ปี สกุลยูโรบนภาวะหนี้ปีนี้ ปีหน้า ยูโรก็ต้องอยู่ต่อไป
วันที่ 1 ม.ค. 2012 จะเป็นวันฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษเงินสกุลยูโร ที่สหภาพยุโรปได้ริเริ่มใช้มานานถึง 10 ปีแล้ว
วันที่ 1 ม.ค. 2012 จะเป็นวันฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษเงินสกุลยูโร ที่สหภาพยุโรปได้ริเริ่มใช้มานานถึง 10 ปีแล้ว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
วันที่ 1 ม.ค. 2012 จะเป็นวันฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษเงินสกุลยูโร ที่สหภาพยุโรปได้ริเริ่มใช้มานานถึง 10 ปีแล้ว เป็นครั้งแรกสำหรับชาวยุโรปกว่า 300 ล้านคนในขณะนั้น ที่ได้จับเงินสกุลใหม่ และในวันนั้นคงไม่มีชาวยุโรปคนใดที่จะไม่บ่น เพราะการเริ่มต้นการใช้เงินสกุลใหม่นี้ได้ส่งผลให้ราคาสินค้าทั่วยุโรปปรับตัวขึ้นในทันที นั่นหมายความว่าชีวิตของชาวยุโรปนั้น “แพงมากขึ้น” ตามไปด้วย
ในวันนี้ ยุโรปกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้ที่เรื้อรังมานานหลายปี ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามให้บรรดาชาติมหาเศรษฐีของยูโรโซนทั้งหลายอาจจะตกเข้าสู่ห้วงแห่งการถดถอยทางเศรษฐกิจ และแน่นอน ได้ส่งผลกระทบชิ่งทำให้ชาวยุโรปจำนวนไม่น้อยกำลังถวิลหากลับไปใช้เงินสกุลดั้งเดิมของตนเอง ดังเช่นที่กระแสการเรียกร้องให้เยอรมนีกลับไปใช้เงินสกุลดอยช์ มาร์ก นั้นกำลังมาแรงขึ้นเรื่อยๆ
ย้อนรอยเงินสกุลยูโร แท้ที่จริงแล้วเงินสกุลนี้ถือกำเนิดมาได้ 13 ปีแล้ว ไม่ใช่ 10 ปี โดยยุโรปได้เริ่มทำธุรกรรมทางการเงินในตลาดด้วยเงินยูโรมาตั้งแต่ปี 1999 ใน 11 ชาติเริ่มแรก ทว่าธนบัตรและเหรียญยูโรที่ออกมาเป็นตัวเป็นตนจับต้องได้จริงๆ นั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2002 ใน 12 ประเทศ
ในช่วงกลางปี 2011 ที่ผ่านมา มีธนบัตรยูโรราว 1.42 หมื่นล้านฉบับ และเหรียญอีก 9.56 หมื่นล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่า 8.70 แสนล้านยูโร ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินของกลุ่มยูโรโซน มี 17 ประเทศ และประชากรถึง 332 ล้านคน ที่ใช้เงินสกุลนี้
แม้ว่าเงินสกุลยูโรจะตกเป็นเหยื่อต่อการเก็งกำไรมาโดยตลอดในช่วงวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนในช่วงที่ผ่านมา แต่บรรดาเจ้าหน้าที่ผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของยุโรป ตลอดจนนายธนาคารและนักการเงินยังยืนยันว่าสกุลเงินร่วมสกุลนี้ยังสร้างสิ่งดีๆ ให้กับชาวยุโรปได้ต่อไป
คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ระบุไว้ในเว็บไซต์ว่า การใช้เงินสกุลยูโรนั้นได้สร้างความโปร่งใสทางด้านราคาให้กับยุโรปมากขึ้น พร้อมกับการกำจัดค่าใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยนเงินตรา ถือเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของยุโรปที่สำคัญยิ่ง และยังช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการค้าระหว่างประเทศ และสร้างอำนาจต่อรองให้กับอียูมากขึ้นในเวทีโลกด้วย
และที่สำคัญ เงินสกุลยูโรถือเป็นสัญญาณสำคัญของการสร้างอัตลักษณ์ของชาวยุโรปร่วมกัน
แม้ว่าจากข้อมูลของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ระบุว่า การใช้เงินยูโรนั้นช่วยให้ยุโรปสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคให้อยู่ในระดับที่ไม่เกิน 2% มาตั้งแต่ปี 1999 แต่ทางด้าน อังเดร ซาปีร์ นักเศรษฐศาสตร์ จากสถาบัน บรูเกล ในเบลเยียม กลับให้ความเห็นว่า สำหรับประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้บริโภคนั้น เงินยูโรคือสิ่งที่ทำให้สินค้าแพงขึ้นจากเดิม ซึ่งเป็นการรับรู้ที่สวนทางกันระหว่างความรู้สึกของประชาชนกับสถิติของธนาคารกลาง
นอกจากนั้น ความรู้สึกถึงความเป็นอัตลักษณ์ร่วมกันของชาวยุโรปต่อเงินสกุลยูโรนั้นเริ่มจะกระท่อนกระแท่นมากขึ้น อันเป็นผลจากวิกฤตหนี้ที่เกิดขึ้นและมาพร้อมๆ กับการคัดง้างกันทางการเมืองภายในยุโรป ซึ่งยังคงไม่สามารถหาทาง ออกได้
เช่นที่ชาวเยอรมันเริ่มรู้สึกถึงความไร้ซึ่งวินัยทางการคลังของชาวกรีซและอิตาลี จนทำให้ชาวเยอรมันต้องเดือดร้อนไปด้วย เพราะเยอรมนีต้องคอยเป็นผู้ช่วยเหลือรายใหญ่
และในขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสก็เริ่มที่จะระแคะระคายกับอิทธิพลของเยอรมนีในกลุ่มยูโรโซนมากขึ้นเช่นกัน
นั่นคือความเป็นอัตลักษณ์ร่วมของชาวยุโรปที่เริ่มปริแตกมากขึ้นทุกที
กระนั้นก็ตาม สำหรับภาคบริษัทเอกชนนั้น ดูเหมือนว่าจะมีความรู้สึกตื่นเต้นกับเงินสกุลยูโรมากกว่าประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในเยอรมนี เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์นั้นได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากการใช้เงินสกุลนี้ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมทางการเงินได้มากถึง 300500 ล้านยูโร นับตั้งแต่ได้มีการเริ่มใช้เงินสกุลนี้
ฟิลลิป ไวต์ นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ปฏิรูปยุโรป ในกรุงลอนดอนให้ความเห็นต่อการใช้เงินยูโรว่า ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะไปได้ด้วยดี จนกระทั่งเกิดวิกฤตการเงินขึ้น ซึ่งทำให้ปัญหาตกมาอยู่ที่กลุ่มยูโรโซน
แม้ว่ากลุ่มยูโรโซนจะมีการใช้เงินสกุลเดียวร่วมกัน แต่ในกลุ่มก็ยังขาดการบูรณาการในด้านงบประมาณอย่างแท้จริง และยังขาดระบบการดูแลควบคุมร่วมกันในภาคธนาคารซึ่งถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดความ “ไม่สมดุล” ขึ้นในระบบการเงินของยูโรโซน
เช่นการที่ธนาคารกลางยุโรปได้ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมุ่งหวังผลในกลุ่มประเทศยุโรปตอนใต้มานานหลายปีนั้น ได้ส่งผลให้เกิดการใช้เงินมือเติบ จนในที่สุดทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และครัวเรือนก็ต้องเจอกับปัญหาหนี้ที่จัดการได้ยาก และกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว
ในการประชุมสุดยอดของกลุ่มผู้นำยูโรโซนเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ผู้นำยุโรปเห็นพ้องที่จะเดินหน้าแก้ไขสนธิสัญญาเพื่อสร้างวินัยทางการคลังให้กับยุโรปเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา และไม่มีใครบนเวทีนี้ที่กล่าวถึงการกลับไปใช้เงินสกุลเดิมของใครของมันด้วย แม้ว่ากระแสดังกล่าวจะเริ่มมาแรงมากขึ้นทุกที
เพราะว่าการล่มสลายของค่าเงินยูโรนั้น จะสร้างหายนะอย่างที่ไม่อาจคาดคิดได้ต่อภาคธนาคารของยุโรป ทำให้ค่าเงินหล่นฮวบในทันที และบรรดาธนาคารพาณิชย์ในประเทศยุโรปตอนใต้ก็ถือพันธบัตรยูโรไว้เต็มมือ ซึ่งหากเกิดภาวะดังกล่าวขึ้นจริง ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นหายนะ “ชัดๆ”
แม้กระทั่งเยอรมนี ก็ยังจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เพราะหากเงินสกุลยูโรล่มสลาย ก็จะส่งผลให้ดอยช์ มาร์ก แข็งค่าขึ้นทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอันเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจหลักของเยอรมนีอย่างรุนแรง
ดังนั้น 10 ปีให้หลังการถือกำเนิดขึ้นของเงินยูโร แม้ว่าวิกฤตหนี้จะรุนแรง จะแก้ไขได้ยาก แต่เงินสกุลยูโรก็ยังจะต้องดำรงอยู่ต่อไป แม้ว่าจะต้องแลกด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของชาวยุโรปที่จะถูกกัดกร่อนลงไปบ้างก็ตาม







