posttoday
สถานการณ์พลิกความเชื่อมั่นยุโรปหด แม้ได้ข้อสรุป

สถานการณ์พลิกความเชื่อมั่นยุโรปหด แม้ได้ข้อสรุป

18 ธันวาคม 2554

สถานการณ์เด่นรอบโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล้วนเกี่ยวเนื่องกับผลการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)

สถานการณ์เด่นรอบโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล้วนเกี่ยวเนื่องกับผลการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

สถานการณ์เด่นรอบโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล้วนเกี่ยวเนื่องกับผลการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ผู้นำชาติสมาชิกที่ใช้เงินยูโร 17 ประเทศ กับชาติสมาชิกอียูอีก 6 ประเทศ พร้อมใจทำข้อตกลงทางการคลัง (Fiscal Compact) เพื่อควบคุมวินัยการคลังของแต่ละประเทศให้มีเสถียรภาพและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ทั้งนี้ แม้ว่าในตอนแรกมาตรการเข้มงวดพร้อมบทลงโทษที่เด็ดขาดที่ออกมานี้ ดูจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกได้ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน เหล่าบรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาชี้ว่า ข้อตกลงทางการคลังที่ผู้นำอียูบรรลุกันนี้เป็นการยืดเวลาต่อลมหายใจให้กับอียูต่อไป และเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาวมากกว่า

นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังต้องรอให้ชาติสมาชิกนำไปให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อน โดยกำหนดการที่วางไว้ว่าจะเริ่มใช้บังคับให้ทันภายในเดือน มี.ค.ปีหน้า อาจไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับท่าทีของ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ที่ออกมาระบุว่าเตรียมจะทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของชาติสมาชิกอียูทั้ง 27 ประเทศ ในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า โดยให้เหตุผลว่าผลการประชุมที่ออกมานั้นยังไม่ใช่แผนการที่ชัดเจนและเด็ดขาดพอที่จะมาแก้วิกฤตหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการที่จะมาสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดการเงินในระยะสั้น ซึ่งจำเป็นที่สุดในการฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนนั้น ยังไม่มีให้เห็นเป็นรูปธรรม

สถานการณ์พลิกความเชื่อมั่นยุโรปหด แม้ได้ข้อสรุป

 

สถานการณ์ที่ว่า ส่งผลให้อียูเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากภาวะไร้เสถียรภาพของตลาดต่อไป โดยเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ มูดี้ส์ก็ได้ลงดาบด้วยการประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของเบลเยียมลง 2 ขั้น จากระดับ AA1 ไปเป็น AA3 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของเบลเยียมกำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่และมีปริมาณหนี้สินสูง แสดงให้เห็นถึงภาวะวิกฤตที่กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ด้าน ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออีกแห่ง ได้แสดงท่าทีเป็นกังวลต่อผลการประชุมที่ออกมาว่า แม้บรรดาผู้นำยุโรปจะบรรลุข้อตกลงแก้วิกฤตหนี้ออกมาให้เห็นได้ แต่ความกังวลของตลาดต่อสถานการณ์วิกฤตหนี้ในยุโรปยังอยู่ในระดับสูง เห็นได้จากการประกาศปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในปีหน้าลงจาก 2.7% มาอยู่ที่ 2.4%

พร้อมกันนี้ ฟิทช์ได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ทั้งในยุโรปและสหรัฐรวม 12 แห่ง อีกด้วย คือ ธนาคารบาร์กเลย์ ของอังกฤษ ธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์ ธนาคารเครดิต อะกริโกล และธนาคาร บองค์ เฟเดอเรทีฟ ดู เครดิต มูเทล จากฝรั่งเศส ธนาคารดอยช์แบงก์ จากเยอรมนี ธนาคารเครดิตสวิส จากสวิตเซอร์แลนด์ ธนาคารออป ปอร์โจลา กรุ๊ป จากฟินแลนด์ ธนาคารดานส์เก แบงก์ จากเดนมาร์ก ธนาคารราโบแบงก์ กรุ๊ป จากเนเธอร์แลนด์ ธนาคารแบงก์ออฟอเมริกา ธนาคารซิตีกรุ๊ป ธนาคารโกลแมนแซก จากสหรัฐ โดยให้เหตุผลว่าวิกฤตหนี้ยุโรปกำลังมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นและจะส่งผลต่อภาคธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาของธนาคารดานส์เก แบงก์ และเครดิต อะกริโกล ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการลงทุนในกลุ่มประเทศยูโรโซนที่ประสบปัญหาหนี้

นอกจากนี้ ผลการประชุมอียูที่ออกมาก็ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกในหมู่ชาติสมาชิก โดยเฉพาะกรณีการวีโตข้อเสนอการแก้สนธิสัญญาอียูและปฏิเสธที่จะลงนามในและข้อตกลงด้านการคลังดังกล่าว

ทั้งนี้ อังกฤษเห็นว่าข้อตกลงที่ว่านี้จะทำให้ต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตยที่มีอยู่ไปให้กับองค์กรกลาง ขณะที่อังกฤษมีระบบระเบียบทางการคลังที่ชัดเจนและแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมองว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด

ด้านนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า การที่อังกฤษปฏิเสธไม่เข้าร่วมเปรียบเสมือนการบอกให้สมาชิกรายอื่นๆ รู้ว่าอังกฤษไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาที่ต้องนำผลประโยชน์ของชาติมาเสียสละ จนกลายเป็นคำถามให้กับประเทศสมาชิกที่ไม่ได้ใช้เงินยูโร เช่น สวีเดน เดนมาร์ก ลัตเวีย ลิทัวเนีย และสาธารณรัฐเช็ก ยังไม่ได้ตอบรับในการลงนามในหลักการดังกล่าวโดยทันที เพียงแต่ขอเวลาถามความเห็นจากรัฐสภาในประเทศตนเองก่อน

เฟดยังคงนโยบายเดิมไว้ก่อน

อีกเรื่องหนึ่งที่นักลงทุนให้การจับตามองไม่แพ้กันนั่นคือ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีข้อสรุปออกมาว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้เช่นเดิม โดยอยู่ที่ 0-0.25% ไว้จนถึงกลางปี 2556 และจะไม่มีมาตรการกระตุ้นใดๆ ตามมา เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐขยายตัวมากขึ้น และแนวโน้มการว่างงานก็มีทีท่าลดลง และการใช้จ่ายเงินของประชาชนในประเทศก็เริ่มมีมากขึ้น ทั้งนี้ผลการตัดสินใจดังกล่าวก็ได้สร้างความผิดหวัง เนื่องจากนักลงทุนต่างคาดหวังว่าเฟดจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมออกมา 

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69