
เอฟเอโอชี้วิกฤติอาหารประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มสูงขึ้น
เอฟเอโอชี้ ทุจริตการการซื้อขายที่ดินในประเทศกำลังพัฒนากำลังทำลายความมั่นคงทางอาหารและการเจิรญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น
เอฟเอโอชี้ ทุจริตการการซื้อขายที่ดินในประเทศกำลังพัฒนากำลังทำลายความมั่นคงทางอาหารและการเจิรญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น
รายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(Food and Agriculture Organisation -FAO) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 12 ธ.ค.ว่าปัญหาการทุจริตซื้อขายที่ดิน ในประเทศกำลังพัฒนา กำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของมุนษยชาติ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย
ในรายงานระบุโดยอ้างอิงตัวเลขการศึกษาของเครือข่ายต่อต้านการทุจริตเพื่อความโปร่งระหว่างประเทศ (anti-corruption watchdog Transparency International)ว่า ความอ่อนแอในระบบธรรมาภิบาลและการรวจสอบการทุจริตของภาครัฐในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับสิทธิการถือครองและการบริหารที่ดินให้มีเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเข้าใช้สอยประโยชน์ในผืนดินเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ใช้ในการทำเกษตรกรรม
ทั้งนี้ ในปัจจุบันได้เกิดความต้องการนำเอาที่ดินต่างๆซึ่งเคยใช้ในการทำการเกษตรไปสร้างเป็นอาคารบ้านเรือนของมนุษย์ หรือไม่ก็สร้างเป็นพื้นที่ทางธุรกิจสมัยใหม่มีมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขยายตัวของชุมชนเมืองที่มีมากขึ้น
นอกจากนี้ชาวเกษตรกรจำนวนมากก็เริ่มที่จะละทิ้งผืนดินที่เคยใช้ทำการเกษตรเพื่อนำไปขายให้กับบรรดานายทุนมากขึ้น เพราะปัญหาโลกร้อนได้ส่งผลให้พื้นดินที่เคยใช้เพาะปลูกทางการเกษตรเสื่อมคุณภาพลง ซึ่งเมื่อดินเสื่อมคุณภาพลงก็จะทำให้ผลิตผลทางการเกษตรที่จะออกมานั้นไม่สามารถให้ผลผลิตออกมาได้เหมือนเดิม ดังนั้นในมุมมองของเกษตรกรก็คือ การขายที่ดินทิ้งจึงเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าการทนทำเกษตรต่อไป ในขณะที่ราคาของที่ดินกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
เอล็กซานเดอร์ มูลเลอร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเอฟเอโอ เผยว่าสิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาก็คือ ภาครัฐต้องมีมาตรการในการให้ความมั่นใจต่อผู้ที่ต้องการจะเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อใช้สร้างสรรค์ประโยชน์ต่างๆทางการเกษตร หรือ ทางธุรกิจ ว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินต่างๆได้แน่นอนมากขึ้น เพราะปัจจุบันการเข้าถึงที่ดินเพื่อนำไปใช้สอยประโยชน์เป็นไปได้ยากมากขึ้น อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาการทุจริตและการเรียกสินบนในการซื้อขายที่ดินของภาครัฐที่มีอยู่แย่างกว้างขวาง
รายงานยังระบุอีกด้วยว่า ปัญหาทุจริตในการซื้อขายที่ดินจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นในประเทศที่มี ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรายหัวตํ่า(gross domestic product (GDP) per capita)
จากผลสำรวจในรายงานฉบับนี้ที่ได้ไปทำแบบสอบถามประชาชนใน 69 ประเทศเผยว่าโดยเฉลี่ยทุกๆ 10 คน จะตอบว่าตนเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านที่ดินในประเทศตนเอง นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า ปัญหาความตึงเครียดในการแย่งชิงที่ดินมีเพิ่มสูงขึ้นไปอีก เพราะปัจจุบันหลายคนได้เริ่มหันมา เพาะปลูกพืชเพื่อนำไปใช้ในการผลิตพลังงานทางเลือกมากขึ้น
ในวันดียวกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(โออีซีดี) เปิดเผยในรายงานประจำเดือนขององค์การว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายตัวบ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยมีเพียงแค่บางประเทศเท่านั้นที่มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
รายงานระบุว่า จีน สหรัฐ แคนนาดา ยังคงมีแนวโน้มที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามการชะลอตัวลงในเดือนนี้ของทั้ง สามประเทศนี้ยังถือว่ามีสัดส่วนการถดถอยตํ่ากว่ากาชะลอตัวของเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา
ในขณะที่ ญี่ปุ่นและรัสเซียนั้น โออีซีดีระบุว่า แม้ว่าจะมีการชะลอตัวลงในทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ในระยะยาวจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนในกลุ่มของประเทศที่ใช้เงินยูโร 17 ชาติ รวมไปถึงอังกฤษ บราซิล และอินเดีย มีแนวโน้มที่ยังคงชะลอตัวอยู่มากในอนาคตระยะยาว







