
อียูเห็นพ้องรวมคลังแต่ไร้เงาอังกฤษ เล็งใช้ มี.ค. ปีหน้า
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สายตาทุกคู่ร่วมจับจ้องเพ่งมองไปยังการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป (อียู ซัมมิต)
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สายตาทุกคู่ร่วมจับจ้องเพ่งมองไปยังการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป (อียู ซัมมิต)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สายตาทุกคู่ร่วมจับจ้องเพ่งมองไปยังการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป (อียู ซัมมิต) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 89 ธ.ค. เพื่อรอดูว่า อียูจะมีมาตรการใดในการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาอีกครั้ง
แม้ว่าที่ประชุมจะไม่สามารถดันแผนแก้ไขสนธิสัญญาสหภาพยุโรป (อียู) ตามที่ฝรั่งเศสและเยอรมนีต้องการ เนื่องจากเสียงคัดค้านของอังกฤษที่ไม่ต้องการสูญเสียอำนาจอธิปไตยทางการเงินและการคลังของตนเอง แต่ที่ประชุมส่วนใหญ่ก็สามารถหาทางออกได้ด้วยการ จัดตั้งข้อตกลงทางการคลังฉบับใหม่มาบังคับใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์การเงินแบบเดิมในอนาคต
ข้อตกลงฉบับนี้มี 17 ประเทศ ที่ใช้เงินสกุลยูโร และ 6 ชาติสมาชิกอียูเข้าร่วม ส่วนสาธารณรัฐเช็ก สวีเดน และไอร์แลนด์ ยังต้องนำเรื่องดังกล่าวกลับไปหารือกับรัฐสภาของตนเองก่อน โดยคาดว่าโอกาสที่จะอนุมัติให้ลงนามได้นั้น มีสัดส่วนค่อนข้างสูง
สำหรับเนื้อหาของข้อตกลงทางการคลังที่จัดทำขึ้นมาใหม่ที่ไม่มีอังกฤษเข้าร่วมนี้ จะส่งผลให้ทุกชาติที่ลงนามต้องเร่งปรับสมดุลงบประมาณให้ได้ตามที่กำหนดไว้ว่าระดับการขาดดุลงบประมาณจะต้องไม่เกินไปกว่า 0.5% ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) และหากสมาชิกชาติใดมีระดับการขาดดุลงบประมาณเกินกว่า 3% ก็อาจจะต้องเผชิญหน้ากับการคว่ำบาตรและการลงโทษจากส่วนกลาง พร้อมกันนี้แต่ละชาติต้องส่งรายงานงบประมาณแห่งชาติให้กับคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งจะมีอำนาจในการขอตรวจและแก้ไขอย่างเต็มที่ ขณะที่ประเทศสมาชิกที่ต้องการกู้เงินจากส่วนกลางต้องรายงานจำนวนเงินล่วงหน้าด้วย
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของข้อตกลงฉบับนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาของชาติสมาชิกแต่ละชาติก่อนที่จะสามารถนำไปบังคับใช้ได้ ซึ่งคาดว่าข้อตกลงทางการคลังของยุโรปจะเริ่มมีผลขึ้นใช้บังคับในช่วงประมาณเดือน มี.ค. 2555
นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้พิจารณาเรื่องการร่นระยะเวลาการใช้กลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (European stability Mechanism ESM) โดยจะเริ่มใช้ในเดือน ก.ค. 2555 อีกทั้งยังมีข้อตกลงในเรื่องการจัดหาวงเงิน 2 แสนล้านยูโร ให้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพื่อใช้ในการเสริมศักยภาพไอเอ็มเอฟในการแก้ไขวิกฤตหนี้ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในอิตาลีและสเปน
ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการประชุมดังกล่าว นับได้ว่าเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง โดยเห็นได้จากผลกระทบที่เกิดขึ้นในตลาดทุนทั่วยุโรป รวมถึงในสหรัฐที่ดีดตัวขึ้นขานรับความคืบหน้าที่เกิดขึ้นในทันที
ดัชนี CAC40 ของฝรั่งเศสปรับขึ้น 2.03% เมื่อเปิดตลาด ส่วนดัชนี DAX ของเยอรมนีปรับขึ้น 0.19% เมื่อเปิดตลาดเช่นกัน ด้านดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของสหรัฐ เปิดตลาดปรับขึ้นทันทีกว่า 1%
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ความตกลงที่มีขึ้นนี้จะช่วยบรรเทาความไม่เชื่อมั่นในสถานะทางการเงินของรัฐบาลในกลุ่มประเทศยูโรโซน เนื่องจากก่อนหน้านี้บรรดาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก เช่น สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ได้ออกมาขู่ว่าจะพิจารณาหั่นอันดับเครดิตของประเทศกลุ่มยูโรโซน 15 แห่ง พร้อมกับอียู ซึ่งมีอันดับเครดิตอยู่ที่ AAA ลง หากที่ประชุมไม่สามารถหาวิธีแก้วิกฤตหนี้ยุโรปได้อย่างเป็นรูปธรรม จนส่งผลให้ผู้นำฝรั่งเศสและเยอรมนีออกมากดดันให้ชาติสมาชิกในอียูเร่งหาข้อตกลงเพื่อแก้ไขวิกฤตหนี้ยุโรปโดยเร็ว
จากความคืบหน้าในความพยายามแก้วิกฤตหนี้ยุโรปที่มีมากขึ้น ส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มหันไปจับตามองดูบทบาทของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ว่าจะออกมาตรการใดช่วยกอบกู้วิกฤตหนี้ครั้งนี้อีกบ้าง หลังจากที่ล่าสุดได้ยอมประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ 1% ภายหลังจากการประชุมคณะผู้กำหนดนโยบายเสร็จสิ้นลง
การปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันเอาไว้ก่อนหน้านี้ และนับเป็นการปรับลดดอกเบี้ยของอีซีบีเป็นครั้งที่ 2 ภายใน 2 เดือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซน หลังจากที่ต้องเจอภาวะความเสี่ยงของการถดถอยทางเศรษฐกิจ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเชื่องช้าในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจบวกกับวิกฤตหนี้ยุโรปที่เรื้อรัง
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเสียงเรียกร้องให้อีซีบีเพิ่มบทบาทด้วยการเข้าไปซื้อพันธบัตรในกลุ่มประเทศที่ประสบกับปัญหาวิกฤตหนี้เพื่อบรรเทาความรุนแรงของปัญหาที่มีมากยิ่งขึ้น เพราะนักลงทุนและผู้ถือครองหนี้สินในประเทศเหล่านี้กลัวว่าจะมีการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจของยุโรป
ขณะที่อีซีบียังยืนกรานว่า บทบาทของอีซีบีต่อปัญหานี้มีขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะข้อเรียกร้องต่างๆ ที่กล่าวมา อยู่นอกเหนืออำนาจและหน้าที่ของอีซีบีเอง ที่สำคัญก็คืออีซีบีไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงหน้าที่การทำงานภายในขององค์กรซึ่งการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับประเทศสมาชิกของยูโรโซนเองที่จะต้องแก้ไขให้สถานะทางการเงินของแต่ละชาติกลับเข้ารูปเข้ารอยเอง







