
6ธนาคารกลางโลกจับมือเสริมสภาพคล่อง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่
สําหรับรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวบนเวทีโลกที่สร้างความฮือฮาได้มากที่สุด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สําหรับรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวบนเวทีโลกที่สร้างความฮือฮาได้มากที่สุด ต้องยกให้กับการที่ธนาคารกลาง 6 ชาติ ได้แก่ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางของอังกฤษ แคนนาดา ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ ที่จับมือออกมาตรการเสริมสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกขนานใหญ่ ด้วยการเปิดเครือข่ายสวอปออนไลน์ชั่วคราว
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ค่าธรรมเนียมการกู้ยืมเงินเหรียญสหรัฐที่ให้กับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะลดลง 0.5% โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค.เป็นต้นไป
ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายของความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อลดความตึงเครียดในตลาดการเงินและบรรเทาผลกระทบต่างๆ ด้วยการเสริมเครดิตให้แก่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยนำไปสู่การกระตุ้นบรรดากิจกรรมทางเศรษฐกิจตามมา
ข่าวดีในครั้งนี้ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาสดใสคึกคักทันตา ยืนยันได้จากดัชนีสำคัญๆ ในตลาด เช่น ดัชนีแดกซ์ของเยอรมนีปรับตัวขึ้นทันที 4.7% ซีเอซี 40 ของฝรั่งเศส ปรับขึ้น 4.1%
นอกจากนี้ ข่าวดังกล่าวได้ช่วยให้บรรดาสถาบันการเงินในยุโรปหลายแห่งซึ่งอยู่ในสภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงิน หายใจได้คล่องมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้หลายธนาคารในยุโรปต่างต้องหันไปพึ่งพิงเงินกู้จากธนาคารกลางของชาติตนเพียงแหล่งเดียว เพื่อทำให้กิจการมีความคล่องตัว เพราะธนาคารพาณิชย์รายอื่นไม่ยอมปล่อยกู้ด้วยเกรงว่าจะไม่ได้รับเงินกู้คืน
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างออกมาเตือนว่า ข่าวดีที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่นับรวมเป็นสัญญาณที่ดีว่าสถานการณ์วิกฤตหนี้ในยุโรปจะฟื้นตัวขึ้นมาได้
เพราะการที่มีมาตรการทางการเงินเช่นนี้ออกมา เป็นการบ่งชี้ว่าตลาดการเงินต่างรับรู้ได้ถึงสภาวะวิกฤตหนี้ยุโรปที่เริ่มมีท่าทีเลวร้ายลงและจะแพร่ขยายตัวมากขึ้นไปอีก ดังนั้นธนาคารกลาง 6 ชาติ จึงต้องออกมาตรการดังกล่าวเพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้
หนี้ยุโรปส่อเค้าป่วน ผู้นำเร่งประชุมหาทางออก
หนึ่งในสัญญาณร้ายของหนี้ยุโรปที่ชี้ให้เห็นว่ายังมีทีท่าไม่จบในเร็ววันนี้ก็คือ การประชุมรัฐมนตรีคลังยุโรปที่ยังคงไม่สามารถหาวิธีการเพิ่มเงินกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) ซึ่งขยายมาอยู่ที่จำนวนล้านล้านยูโรได้
ทั้งนี้ ที่ประชุมต่างเริ่มมีความเห็นที่จะพึ่งพากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มากขึ้น หลังจากแผนที่จะให้กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีนเข้ามาลงทุนในกองทุนดังกล่าว ไม่ได้รับการสนับสนุนจากบรรดาประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซน
นอกจากนี้ การที่ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังได้ออกมาปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของ 15 ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของโลกในยุโรปและสหรัฐพร้อมกันได้ส่งสัญญาณร้ายที่ย้ำให้รู้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะร้ายแรงเพียงใด
ขณะที่ทางนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี และประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี แห่งฝรั่งเศส ต่างออกมาเร่งเร้าให้มีการแก้ไขสนธิสัญญายุโรปเพื่อให้อำนาจแก่องค์กรกลาง หรือศาลยุโรปเข้าไปจัดระเบียบทางการเงินการคลังของประเทศสมาชิกแต่ละประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงกำหนดบทลงโทษแก่สมาชิกผู้ฝ่าฝืน
จีนปรับลดเงินสำรอง รับมือผลกระทบจากหนี้ยุโรป
วิกฤตหนี้ยุโรปในครั้งนี้ ส่งผลให้ธนาคารกลางของจีนต้องประกาศผ่อนคลายนโยบายทางการเงินด้วยการลดสัดส่วนการกันเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ลง 0.5% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี เพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจของตนที่ชะลอตัวลงและผ่อนคลายภาวะความตึงตัวของสินเชื่อภายในประเทศ
นักวิเคราะห์ในตลาดต่างมองว่าความเคลื่อนไหวของจีนนับเป็นการสะท้อนให้เห็นความกังวลของรัฐบาลจีนที่มีต่อสถานการณ์หนี้ยุโรป ซึ่งมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน เห็นได้จากเงินทุนจำนวนมากกำลังไหลออกนอกประเทศ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งเป็นมาตรวัดกิจกรรมการผลิตของจีนในเดือน พ.ย. ได้ลดลงมาอยู่ที่ 49 จุด จาก 51 จุด ในเดือน ต.ค. ถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 33 เดือน
นอกจากจีนแล้ว ประเทศอื่นๆ ในเอเชียต่างก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้ครั้งนี้ทั่วหน้า โดยมอร์แกน สแตนเลย์ สถาบันการเงินชื่อดังของสหรัฐได้ประกาศปรับลดการคาดการณ์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียในปี 2554 ลงมาอยู่ที่ 6.9% จากเดิมซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 7.3% แต่การคาดการณ์อันนี้ไม่รวมถึงญี่ปุ่น มอร์แกน สแตนเลย์ ให้เหตุผลว่าวิกฤตหนี้ยุโรปและอุปสงค์ที่อ่อนแอในภูมิภาคได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเจริญเติบโตของประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการส่งออกไปต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย







