
อิตาลีเปิดทางรับ‘IMF’
จี20กดดันอิตาลีให้ไอเอ็มเอฟเช็กแผนลดหนี้-หวั่นวิกฤตใหม่
จี20กดดันอิตาลีให้ไอเอ็มเอฟเช็กแผนลดหนี้-หวั่นวิกฤตใหม่
อิตาลียอมรับให้กองทุนไอเอ็มเอฟเข้ามาตรวจสอบแผนการลดหนี้ ยอมรับปัญหารุนแรง
รอยเตอร์สรายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวระดับสูงในที่ประชุมสุดยอด จี20 เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ว่า ที่ประชุมได้กดดันอิตาลีอย่างหนักให้ยอมรับการตรวจสอบจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หลังจากที่แผนปฏิรูประบบบำนาญ ตลาดแรงงาน และรัฐวิสาหกิจไม่คืบหน้า จนหลายฝ่ายวิตกว่าจะกลายเป็นความเสี่ยงรอบใหม่ในยุโรป ล่าสุด นายกรัฐมนตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ได้ตกลงที่จะให้ไอเอ็มเอฟเข้าตรวจสอบแล้ว
แหล่งข่าวระบุว่า การพุ่งเป้าไปที่อิตาลี ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหม่ในวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปนั้น มีขึ้นหลังจากที่ยุโรปสามารถกดดันให้กรีซยกเลิกแผนการลงประชามติรับความช่วยเหลือจากยุโรปได้สำเร็จไปแล้ว เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางการเงินงวดใหม่ 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.34 ล้านล้านบาท)
ที่ประชุมจึงเดินหน้ากดดันอิตาลีต่อในการประชุมนอกรอบช่วงดึก ท่ามกลางบรรดาผู้นำชาติยุโรปและประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ ระหว่างการประชุมสุดยอด จี20 ที่เมืองคานส์ ฝรั่งเศส อย่างไรก็ดี การประชุมกับอิตาลีเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะแบร์ลุสโคนีเข้าใจดีถึงความรุนแรงของสถานการณ์
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า แบร์ลุสโคนี เข้าใจดีว่าต้องสร้างความโปร่งใส ในขณะที่หลายฝ่ายวิตกถึงหนี้สาธารณะและแผนการปฏิรูปที่ยังไปไม่ถึงไหนของอิตาลี จึงยอมให้ไอเอ็มเอฟใช้วิธีของตนเองเข้ามาประเมินสถานการณ์ในอิตาลี ซึ่งทางไอเอ็มเอฟจะแลกเปลี่ยนรายงานดังกล่าวกับทางกรรมาธิการยุโรปด้วยว่า อิตาลีสามารถลดหนี้ได้ตามเป้าหรือไม่
รอยเตอร์สระบุว่า ผู้นำของฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ไอเอ็มเอฟ และบรรดาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของยุโรปยังได้หารือกับโอบามา ถึงวิธีที่จะเพิ่มทุนในไอเอ็มเอฟเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตหนี้ยุโรปขยายวงจนทำให้เศรษฐกิจโลกต้องกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง
แม้จะยังไม่มีการระบุตัวเลขที่แน่ชัด ทว่าแหล่งข่าวเปิดเผยว่าการเพิ่มทุนจะมาจากประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่เป็นส่วนมาก โดยเฉพาะจีน ซึ่งอาจเพิ่มทุนระหว่าง 33.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (910.5 ล้านล้านบาท)
บรรดาเจ้าหน้าที่ของอียูกล่าวด้วยว่า ประเด็นหนึ่งที่คุยกันกับไอเอ็มเอฟ คือการรวมสิทธิของทุกประเทศในกลุ่มยูโรโซนให้สามารถกู้ยืมเงินจากไอเอ็มเอฟ นำไปจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนประเทศเสี่ยงอื่นๆ อาทิ อิตาลีและสเปน ซึ่งอาจต้องใช้เงินอีก 2.83 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.49 ล้านล้านบาท) m







