
เตือนภัยธรรมชาติเกิดถี่ขึ้น
เหตุภาวะโลกร้อนทำไทยจมน้ำ ซ้ำร้ายยังขยายเมืองมากเกินไป
เหตุภาวะโลกร้อนทำไทยจมน้ำ ซ้ำร้ายยังขยายเมืองมากเกินไป
เตือนโลกร้อนทำโลกปั่นป่วน สภาพอากาศภัยธรรมชาติแบบสุดขั้วจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นอย่างเช่นน้ำท่วมใหญ่ในไทย
เอพีเปิดเผยรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงแห่งสหประชาชาติ (ไอพีซีซี) ซึ่งเตรียมเปิดเผยต่อสาธารณชนในอีกราว2 สัปดาห์นี้ เตือนว่าจากเหตุภาวะน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย และหิมะที่ตกผิดฤดูในสหรัฐนั้น เป็นสัญญาณว่าสภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรงกว่าเดิมจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นในอนาคต และจะสร้างความเสียหายมากขึ้น
รายงานชี้ว่ามูลค่าความเสียหายจากภัยธรรมชาติจะเพิ่มสูงขึ้น และในบางพื้นที่อาจจะไม่สามารถอยู่อาศัยต่อไปได้
กาวิน ชมิตท์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศจากองค์การ บริหารการบินและอวกาศของสหรัฐ (นาซา) ให้ความเห็นว่า บรรดาผู้เชี่ยวชาญกำลังมุ่งเน้นการศึกษาไปที่ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทำให้เกิดภาวะฝนตกหนักผิดปกติมากขึ้นกว่าเดิม
จากผลการศึกษาหลายชิ้นที่ผ่านมาได้คาดการณ์ว่า พายุฝนที่มีความรุนแรงมากขึ้นนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากสภาพอากาศที่อุ่นขึ้นจะทำให้เกิดการระเหยของไอน้ำมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมของพลังงานในอากาศมากขึ้นด้วย อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของพลังขับเคลื่อนสถานที่เกิดและช่วงเวลา และลักษณะของพายุ
ชมิตท์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังประสบกับภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่จากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักนั้น ยังได้แสดงให้เห็นว่าสภาพอากาศรุนแรงมีความสัมพันธ์กับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์อย่างไร เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากร การพัฒนาเขตเมืองที่มากเกินไป ตลอดจนถึงระบบการจัดการแม่น้ำ และการจัดการปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดิน
ขณะเดียวกัน สำหรับภัยแล้งซึ่งเป็นภัยธรรมชาติด้านตรงข้ามกับพายุฝนนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่าจะเกิดถี่ครั้งมากขึ้น อันเป็นผลจากที่โลกมีความอุ่นขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลการศึกษาเฉพาะที่ระบุได้ชัดในขณะนี้ว่าภาวะโลกร้อนมีส่วนเชื่อมโยงโดยตรงกับภัยแล้ง แต่จากการศึกษาพบว่าภาวะโลกร้อนจะมีแนวโน้มที่ทำให้ปัญหาภัยแล้งนั้นเกิดขึ้นถี่เช่นกัน
รายงานชี้ด้วยว่า มีความเป็นไปได้ถึง 99% ที่โลกจะประสบกับปัญหาคลื่นความร้อนที่มีความรุนแรงขึ้น ในขณะที่ความเย็นของโลกจะน้อยลง และคาดว่าในช่วงกลางศตวรรษนี้คลื่นความร้อนจะมีความร้อนสูงสุดมากกว่าเดิมถึง5 องศาเซลเซียส และจะมากกว่าเดิมถึง 9 องศาเซลเซียสในปลายศตวรรษนี้







