
ยูเอ็นวิตกน้ำท่วมไทย ทำโลกเสี่ยงขาดอาหาร ฮู หวั่นโรคติดต่อลุกลาม
ยูเอ็นหวั่นโลกไม่มีกิน หลังน้ำท่วมไทยและเอเชียทำลายพื้นที่เพาะปลูก ด้าน “ฮู”
ยูเอ็นหวั่นโลกไม่มีกิน หลังน้ำท่วมไทยและเอเชียทำลายพื้นที่เพาะปลูก ด้าน “ฮู”
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ยูเอ็นหวั่นโลกไม่มีกิน หลังน้ำท่วมไทยและเอเชียทำลายพื้นที่เพาะปลูก ด้าน “ฮู” เตือนไทยเสี่ยงโรคระบาดร้ายแรง สื่อต่างชาติเผยกรุงเทพฯ มีสิทธิจม เหตุเป็นพื้นที่น้ำท่วมถึง
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานโดยอ้างคำกล่าวจากเจ้าหน้าที่ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ซึ่งระบุว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไทย ส่งผลให้ภูมิภาคดังกล่าวเสี่ยงจะเผชิญหน้ากับภาวะขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง หลังกระแสน้ำพัดทำลายพื้นที่ทางการเกษตรตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เอฟเอโอรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ทำลายพื้นที่ทำนาของไทยแล้วราว 12.5% ฟิลิปปินส์ 6% กัมพูชา 12% ลาว 7.5% และเวียดนาม 0.4%
ความเสียหายของพื้นที่ทำนา ส่งผลให้ผลผลิตข้าว ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารหลักของโลกมีสิทธิขาดแคลนในอนาคต เช่นเดียวกันกับที่จะผลักดันให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวแพงขึ้นอีก
ขณะนี้ ราคาข้าวของตลาดล่วงหน้าในชิคาโกได้ปรับตัวเพิ่มไปแล้วถึง 17% โดยราคาข้าวในเดือน ม.ค. เพิ่มขึ้น 0.5% อยู่ที่ 16.715 เหรียญสหรัฐต่อปอนด์ ด้านราคาส่งออกข้าวขาวเกรดบี 100% ของไทยเพิ่มขึ้นมาอีก 1% เมื่อวันที่ 19 ต.ค. อยู่ที่ 625 เหรียญสหรัฐต่อเมตริกตัน ส่งผลให้ราคาข้าวขาวของไทยในปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแล้วถึง 13%
สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า ราคาที่สูงขึ้นนี้ทำให้เกิดความตึงเครียดต่อต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านอาหารของประชาชน ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญต่อผู้นำทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย
ด้าน ไลเน็ต ทัน นักวิเคราะห์จาก ฟิลิป ฟิวเจอร์ ในสิงคโปร์ กล่าวว่า หากน้ำท่วมในไทยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ราคาอาหารที่แพงอยู่แล้วในขณะนี้ก็จะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้อีก เนื่องจากผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกอย่างไทยไม่มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาด
ก่อนหน้านี้ กระทรวงเกษตรของสหรัฐคาดการณ์ว่า ในปี 2554 ไทยจะสามารถส่งออกข้าวไปทั่วโลกได้มากขึ้น 34.2 ล้านเมตริกตัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 31% ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด โดยมีเวียดนามตามมาเป็นอันดับที่ 2
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปีของไทย จะทำให้ไทยสูญข้าวถึง 6 ล้านตัน จากผลผลิตข้าว 19 ล้านตันที่คาดว่าไทยน่าจะเก็บเกี่ยวได้ภายในปีนี้
ขณะเดียวกัน นอกจากความวิตกกังวลเรื่องการขาดแคลนอาหารแล้ว องค์การอนามัยโลก (ฮู) ยังได้ออกมาเตือนไทยให้เตรียมเฝ้าระวังโรคระบาดและโรคติดต่อที่จะมากับน้ำท่วมด้วย แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีรายงานของการเกิดโรคใดๆ ก็ตาม
มอรีน เบอร์มิงแฮม ตัวแทนจากฮูประจำประเทศไทยกล่าวว่า ผู้ประสบภัยหลายแสนคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคที่มากับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นโรคท้องร่วง โรคติดต่อทางลมหายใจ หรือโรคตาแดง โดยมีพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างศูนย์พักพิงอพยพ
ขณะเดียวกัน เบอร์มิงแฮมได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยยังต้องเฝ้าระวังเรื่องโรคเชื้อราทางผิวหนัง และโรคฉี่หนู ในแหล่งที่มีน้ำท่วมขัง
นอกจากการเฝ้าระวังเรื่องโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ฮูยังได้เตือนเจ้าหน้าที่ของไทยให้ระวังเรื่องอุบัติเหตุ เช่น การจมน้ำ รวมถึงพิษภัยจากสัตว์มีพิษต่างๆ อย่าง งู และภัยจากไฟฟ้าชอร์ต
ทั้งนี้ ในช่วง 3 เดือนที่ประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับอุทกภัย มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 350 คน ขณะที่ผู้ประสบภัยนับหมื่นๆ คนต้องหลบภัยมาอยู่ตามศูนย์อพยพ
สำหรับสถานการณ์น้ำที่กำลังใกล้กรุงเทพฯ เข้ามาทุกขณะ ตัวแทนจากฮูระบุว่า หน่วยงานบรรเทาภัยพิบัติต่างๆ ของยูเอ็น ต่างเตรียมพร้อมสำรองอุปกรณ์ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งเวชภัณฑ์ยา อาหาร และอุปกรณ์ด้านสุขอนามัยอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
ด้านหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล รายงานว่า เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ของไทยในครั้งนี้ แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นผลจากปริมาณน้ำฝนที่มากผิดปกติ และลมมรสุมรุนแรงมากขึ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากน้ำมือของมนุษย์ที่ทำให้น้ำท่วมไทยครั้งนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ จากการประมวลความเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง การปฏิรูปและการพัฒนาพื้นที่ทางตอนกลางของไทย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ เป็นไปโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงว่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ราบลุ่มที่น้ำสามารถท่วมถึง
ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้คลองหลายสายที่เป็นเส้นทางระบายน้ำหายไป โดยมีถนนและนิคมอุตสาหกรรมเข้ามาแทนที่ ประกอบกับการเติบโตของกรุงเทพฯ ในแง่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ยิ่งดึงดูดให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาแออัดอยู่ในกรุงเทพฯ และเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลเลือกที่จะนำน้ำบาดาลขึ้นมาใช้เพื่อรองรับการเติบโต
บริจิตต์ ลีโอนิ เจ้าหน้าที่ด้านสื่อสารของสำนักงานกลยุทธ์ระหว่างประเทศ เพื่อการลดภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เป็นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เพราะหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกก็ละเลยประเด็นปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน ไม่มีใครคำนึงว่าควรสร้างโรงงาน โรงเรียน หรือโรงพยาบาลไว้ที่ไหนอย่างไร เพราะเมื่อสร้างบนพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่มีทางหนีน้ำท่วมไปได้
“เราเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นการก้าวที่ไม่มั่นคง” ลีโอนิ กล่าว
นอกจากปัญหาเรื่องการจัดการแล้ว ผลกระทบจากน้ำท่วมยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับไทยเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมต่างๆ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นทั้งรายใหญ่และรายเล็ก ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง ต่างระบุตรงกันว่า พื้นที่น้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 6 แห่ง สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับผลประกอบการของบริษัท รวมถึงทำให้บริษัทต้องระงับแผนการขยายโรงงานในประเทศไทย
ขณะที่บางราย เช่น บริษัท โตมิโช คอร์ป ผู้ผลิตและขายผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม ที่แม้โรงงานจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ก็กระเทือนถึงยอดสั่งซื้อเนื่องจากลูกค้าของโตมิโชได้รับผลกระทบ ส่งผลให้โตมิโชอาจคำนึงถึงการย้ายฐานการผลิตไปยังอินโดนีเซียแทน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งกล่าวว่า ไทยยังคงมีโอกาสที่จะดึงผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นให้กลับมา เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ เช่น โตชิบา โซนี่ นิสสัน นิคอน ฮอนด้า และโตโยต้า ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เนื่องจากต้องการรอดูสถานการณ์และท่าทีของรัฐบาลไทยว่า จะมีการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลืออุตสาหกรรมแต่ละแห่งอย่างไร
ด้าน เอเอฟพี รายงานโดยอ้างคำกล่าวของนักวิเคราะห์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศระบุว่า วิกฤตน้ำท่วมในครั้งนี้เป็นบททดสอบความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีใหม่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ทั้งนี้ ในสายตาของนักวิเคราะห์เห็นว่า ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ขาดคุณสมบัติของผู้นำ และเริ่มเรียนรู้ที่จะควบคุมสั่งการเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทุกฝ่ายให้ประสานงานได้ค่อนข้างดีขึ้นตามลำดับตามอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้นำประเทศ เพียงแต่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทยจำเป็นที่จะต้องมีความเด็ดเดี่ยวมากกว่านี้
พอล ชอมเบอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศไทย ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ความคิดที่ว่า ยิ่งลักษณ์ คือตัวแทนของอดีตนายกฯ ทักษิณ และไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้การจัดการวิกฤตในช่วงแรกของรัฐบาลชุดใหม่เป็นปัญหา







