posttoday
ใบเบิกทางสุ่จีนยุคใหม่

ใบเบิกทางสุ่จีนยุคใหม่

23 ตุลาคม 2554

ในยุคที่บ้านเมืองสงบสุข การเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างการปฏิวัติดูจะเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความคิดของผู้คนจำนวนมาก

ในยุคที่บ้านเมืองสงบสุข การเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างการปฏิวัติดูจะเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความคิดของผู้คนจำนวนมาก

และไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นเท่าใดนัก เพราะการปฏิวัติในแต่ละครั้งย่อมหมายถึงการสูญเสียและความวุ่นวายที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตาดำๆ พวกเขาเหล่านั้นต่างต้องตกอยู่ในภาวะ กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ซ้ำยังต้องปรับตัวให้ทันกับกระแสความเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย

แต่ใช่ว่าการปฏิวัติจะแฝงไว้ซึ่งความหมายในเชิงลบเสมอไป ในบางแง่มุมสิ่งที่ว่านี้ก็เป็นเหมือนใบเบิกทางสู่การคลี่คลายปัญหาเรื้อรังทางสังคมที่หยุดนิ่งอยู่กับที่และมองไม่เห็นทางออก หรืออาจเป็นการสลัดตัวเองให้หลุดพ้นจากการครอบงำของอำนาจบางอย่างที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของจีนในวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากการปฏิวัตินับครั้งไม่ถ้วน ในหน้าประวัติศาสตร์การปฏิวัติทางการเมืองของชาวจีนทั้งที่ตั้งอยู่บนเจตนารมณ์อันแน่วแน่ หรือจะด้วยสถานการณ์พาไปก็ตาม ล้วนเป็นอุทาหรณ์สอนใจชนรุ่นหลังให้เรียนรู้ถึงคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อและความเสียสละทั้งสิ้น

ใบเบิกทางสุ่จีนยุคใหม่

 

การปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ชาติจีนอย่าง ปฏิวัติซินไฮ่ ที่เพิ่งฉลองครบรอบ 100 ปีไปหมาดๆ เมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งหนึ่งของจีนที่แสดงให้เห็นถึงข้อดีของการปฏิวัติ จนถึงกับมีการยอมรับว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเป็นประเทศที่ปกครองภายใต้ระบบสาธารณรัฐเฉกเช่นทุกวันนี้

เหตุที่การปฏิวัติครั้งนั้นเรียกขานกันว่าเป็นการปฏิวัติซินไฮ่นั้น เกิดจากการนำชื่อเรียกปี ค.ศ. 1911 ตามปฏิทินจีน ซึ่งตรงกับคำว่า “ซินไฮ่” มาใช้เป็นชื่อเรียกนั่นเอง แรงจูงใจของการเคลื่อนไหวครั้งนั้นเกิดจากเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการทนต่อความอ่อนปวกเปียกของราชสำนักชิงที่ยอมให้ชาติตะวันตกเข้าครอบงำไม่ไหว ประกอบกับการที่ราชสำนักให้สิทธิในการสร้างและซ่อมแซมเส้นทางรถไฟสายต่างๆ ส่งผลให้ประชาชนในมณฑลต่างๆ เช่น หูเป่ย์ หูหนาน กวางตุ้ง เสฉวน เป็นต้นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน เหตุปะทะระหว่างผู้ชุมนุมในเสฉวนกับทหารราชสำนักถือเป็นชนวนหนึ่งของการปฏิวัติในครั้งนั้น

การก่อการปฏิวัติซินไฮ่ที่นำโดย ดร.ซุนยัดเซ็น มีนัยสำคัญทางการปกครองอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการล้มล้างราชวงศ์ชิงที่ปกครองจีนมายาวนานกว่า 200 ปี ยังเป็นการปิดฉากระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่อยู่คู่สังคมจีนยาวนานกว่า 2,000 ปี ชาวจีนเปลี่ยนสภาพจากการมีเจ้าแผ่นดินมาเป็นการอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ปกครองที่ไม่ไกลเกินเอื้อมนัก แม้ว่าจะมีข้อจำกัดในเรื่องระบบของเงื่อนไขทางสังคมที่เป็นอยู่ในยุคนั้น ทั้งยังไม่สามารถนำพาสังคมจีนจากการตกเป็นดินแดนกึ่งอาณานิคมของชาวตะวันตกอย่างสิ้นเชิง รวมถึงการไม่สามารถปลดปล่อยประชาชนให้หลุดพ้นจากชีวิตที่น่าเวทนาภายใต้การครอบงำของลัทธิจักรวรรดินิยม แต่ก็ถือเป็นการจุดประกายประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในมโนทัศน์ของชาวจีน และก่อให้เกิดแนวคิดเรื่องการปกครองประเทศเป็นแบบสาธารณรัฐ ดังเห็นจากการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเวลาไม่กี่ปีต่อมา

จริงๆ ก่อนที่จะดำเนินการปฏิวัตินั้น ดร.ซุนยัดเซ็น เคยส่งจดหมายไปหานายพลหลี่หงจาง เพื่อบอกกล่าวถึงความล้มเหลวของการปกครองประเทศภายใต้รัฐบาลชิง แต่ก็ไม่เกิดผลใดๆ เขาทราบดีว่าการปฏิวัติเป็นเรื่องสุดวิสัยที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นถ้าไม่จำเป็น เพราะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา แต่ก็มีทางเลือกไม่มากนัก อีกอย่างก็ทนเห็นภาพเพื่อนร่วมชาติถูกชาวต่างชาติกดขี่ข่มเหงไม่ได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจก่อการในครั้งนั้น โดยมีการเตรียมการยาวนานกว่า 10 ปี

ใบเบิกทางสุ่จีนยุคใหม่

 

การปฏิวัติซินไฮ่แสดงให้เห็นถึงความเป็นชนชาติที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญา เลือดรักชาติและพลังอันยิ่งใหญ่ในมวลหมู่ชาวจีนหลากหลายชนเผ่าบนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ในขณะที่นานาประเทศมองว่าประเทศจีนค่อยๆ ถูกชาวต่างชาติกลืนกินทีละเล็กละน้อย และแทบมองไม่เห็นอนาคตของชาติว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใด ก็กลับเกิดแรงต่อต้านอันทรงพลังขึ้นในสังคมอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ถือเป็นการบุกเบิกเส้นทางสู่การฟื้นฟูความเป็นชาติได้อย่างยกย่อง

อิทธิพลของการปฏิวัติซินไฮ่ที่มีผลต่อผู้คนแถบภูมิภาคเอเชียในขณะนั้นก็คือ การสร้างแรงบันดาลใจในหมู่ประชาชนให้เกิดการลุกฮือขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจรัฐที่กดขี่ข่มเหงและทนต่อการบริหารงานที่อ่อนแอของรัฐบาลไม่ไหว นำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศต่างๆ อย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ที่การปลดแอกให้แก่ตนเอง ถือเป็นยุคที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหมู่ประชาชนมากที่สุดยุคหนึ่งในเอเชีย แม้แต่เลนินยังยกย่องการปฏิวัติครั้งนั้นว่าเป็น “การตื่นตัวของเอเชีย” เสียด้วยซ้ำ

แน่นอนว่า การเคลื่อนไหวเพื่อสรรค์สร้างความก้าวหน้าให้แก่สังคมนับครั้งไม่ถ้วนก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ล้วนแฝงไว้ซึ่งพลังแห่งความรักชาติและวีรบุรุษวีรสตรี จำนวนนับไม่ถ้วนที่ยอมพลีชีพเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเรียกร้อง การโค่นล้มรัฐบาลชิงซึ่งเป็นหุ่นเชิดของอำนาจตะวันตก ย่อมหมายถึงการบั่นทอนอิทธิพลการครอบงำของคนกลุ่มนี้ที่มีต่อชาวจีน หลังเหตุการณ์ดังกล่าวสงบลง ประเทศตะวันตกต้องสลับสับเปลี่ยนข้าหลวงที่มาปกครองดูแลจีนอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ว่าจะส่งใครมาปกครอง ก็ไม่สามารถควบคุมชาวจีนให้อยู่ในอาณัติได้ดังเดิม และยากที่จะสร้างฐานทางอำนาจในดินแดนแห่งนี้อีกต่อไป

ในบรรดาสถานที่ที่มีบทบาทต่อการปฏิวัติซินไฮ่ เขตปกครองพิเศษฮ่องกงในฐานะที่เป็นแหล่งรับข้อมูลข่าวสารและแนวคิดแบบก้าวหน้าของตะวันตกเข้าสู่ประเทศจีนถือเป็นดินแดนที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิวัติแห่งหนึ่ง เรื่องที่น่าภาคภูมิใจก็คือ ครั้งหนึ่งมหาวิทยาลัยฮ่องกงเคยเป็นสถานที่บ่มเพาะนักศึกษาผู้ยิ่งใหญ่นามซุนยัดเซ็น ซึ่งในภายหลังกลายเป็นหัวหน้าในการก่อการครั้งนั้น ดังนั้นทุกครั้งที่มีการรำลึกถึงเหตุการณ์ปฏิวัติซินไฮ่ มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะจัดงานรำลึกเพื่อแสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาทางการเมืองของประเทศ

และไม่ว่าจะมีกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความสำเร็จและความล้มเหลวของการปฏิวัติซินไฮ่ไปในรูปแบบใดก็ตาม อย่างน้อยการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนั้นก็แสดงถึงจิตวิญญาณแห่งความรักและหวงแหนชาติ และมีเป้าหมายในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่สดใส ถือเป็นแสงเทียนที่ส่องนำทางให้แก่สังคมที่กำลังตกอยู่ในความมืดมนให้สามารถลุกขึ้นมาลืมตาอ้าปาก และยืนหยัดอยู่บนขาของตนเอง พร้อมที่จะพัฒนาตนเองให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น คุณูปการของการปฏิวัติซินไฮ่จึงไม่ได้อยู่ตรงที่ความยาวนานของระยะเวลาที่ผ่านพ้นไป หากแต่เป็นจิตวิญญาณแห่งความรักชาติของชนรุ่นก่อนที่ไม่อาจเลือนหายไปจากความทรงจำของชาวจีน

ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น จะยังคงมีความหมายต่อชาวจีนไปตราบนานเท่านาน!  

 

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก