บทเรียนจากชาวดัตช์ระบบป้องกันน้ำท่วมแบบยั่งยืน
ภาพอาคารบ้านเรือนที่จมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านวิ่งหนีตายจ้าละหวั่น และเมืองที่ถูกน้ำท่วมจนกลายสภาพเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ถูกตีแผ่ไปทั่วโลก
ภาพอาคารบ้านเรือนที่จมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านวิ่งหนีตายจ้าละหวั่น และเมืองที่ถูกน้ำท่วมจนกลายสภาพเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ถูกตีแผ่ไปทั่วโลก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ภาพอาคารบ้านเรือนที่จมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านวิ่งหนีตายจ้าละหวั่น และเมืองที่ถูกน้ำท่วมจนกลายสภาพเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ถูกตีแผ่ไปทั่วโลก
เป็นเวลากว่า 3 เดือนแล้ว ที่คนไทยต้องเผชิญกับวิกฤตอุทกภัยที่ร้ายแรงที่สุดในรอบกว่า 50 ปี และดูเหมือนว่าสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จะไม่จบสิ้นสักที
มิหนำซ้ำ ยังส่อเค้าทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน โดยขณะนี้ชาวกรุงเทพฯ ต้องเตรียมรับศึกหนักที่กำลังคืบคลานใกล้เข้ามาทุกที
แม้ขณะนี้รัฐบาลจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ต่างชาติก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เพราะเหตุใดไทยซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นประเทศที่มีพื้นที่ในเขตเมืองหลวงที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล จึงไม่มีระบบป้องกันอุทกภัยที่มีประสิทธิภาพสักที
ระบบป้องกันอุทกภัยที่ว่านี้ คือ ระบบป้องกันแบบ “ยั่งยืน” ซึ่งเป็นระบบที่มุ่งป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว หรือกล่าวอีกอย่าง คือ ป้องกันน้ำตั้งแต่ต้นเหตุ ไม่ใช่รอให้ท่วมแล้วค่อยแก้ไข โดยปัจจุบันหลายต่อหลายประเทศที่มีสภาพภูมิประเทศคล้ายคลึงกับไทย หรือเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยเช่นเดียวกัน ก็ได้หันมาทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างเต็มรูปแบบ
ดูตัวอย่างประเทศที่เรียกได้ว่ามีความเสี่ยงสูงในการเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิอย่างญี่ปุ่น โดยหลังจากที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่มานับไม่ถ้วน
ไม่ว่าจะเป็นเหตุคลื่นยักษ์ถล่มเมื่อปี 2466 ที่เมืองคันโต ซึ่งได้คร่าชีวิตประชาชนไปกว่าแสนคน เหตุการณ์ที่เกาะซานริกุเมื่อปี 2476 หรือที่ฮอกไกโดเมื่อปี 2536 รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ตัดสินใจสร้างกำแพงป้องกันสึนามิที่มี ความสูงกว่า 4.5 เมตร ด้านหน้าของชายฝั่งบริเวณที่มีประชากรหนาแน่น และในบางพื้นที่ยังได้มีการสร้างกำแพงกั้นน้ำและทางระบายน้ำ เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางและลดแรงกระแทกของคลื่น
อีกทั้งล่าสุด บริษัท ชูบุ อิเล็กทริก พาวเวอร์ ยังได้เริ่มโครงการก่อสร้างกำแพงยาว 1.6 กิโลเมตร ตามแนวชายฝั่งเพื่อปกป้องโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฮามาโอกะ จากคลื่นยักษ์ในอนาคต
ด้านประเทศอังกฤษ ทางการได้เสริมประตูระบายน้ำและคันกั้นน้ำตั้งแต่เกาะแคนเวย์ไปถึงกรุงลอนดอน จนไปสิ้นสุดที่ประตูกั้นแม่น้ำเทมส์ ด้วยความสูงเกือบ 23 ฟุต ประตูเหล่านี้ได้ป้องกันกรุงลอนดอนจากอุทกภัยมานานกว่า 20 ปี
ในส่วนของเมืองเวนิซ ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเมืองที่น้ำท่วมบ่อยครั้ง โดยบางปีมากถึง 200 ครั้ง รัฐบาลได้อนุมัติโครงการ Mose เพื่อช่วยกู้เวนิซไว้จากภัยน้ำ
Mose เป็นโครงการป้องกันน้ำท่วมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเป็นการสร้างประตูบานพับเป็นกำแพงถึง 78 ประตู สามารถเปิดปิดอัตโนมัติตามระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และมีฐานคอนกรีตขนาดยักษ์หนา 100 ฟุต ยาว 4,000 ฟุต เป็นกำแพงกั้นแยกทะเลสาบเมืองเวนิซจากทะเลอะเดรียติก
ประตูบานพับอัตโนมัตินี้ใช้ร่วมกับมาตรการอื่นๆ เช่น การเสริมแนวกั้นตามชายฝั่ง และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทะเลสาบ ซึ่งจะปกป้องเมืองเวนิซจากน้ำท่วมได้
ทั้งนี้ รัฐบาลอิตาลีได้ทุ่มงบประมาณกว่า 4.7 ล้านล้านยูโร และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2557 โดยขณะนี้สร้างเสร็จไปแล้วกว่า 63%
แต่ก็คงไม่มีประเทศใดในโลกที่มีระบบป้องกันอุทกภัยที่ดีที่สุดและยั่งยืนที่สุดเท่าประเทศเนเธอร์แลนด์อีกแล้ว เพราะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ประกอบกับพื้นที่กว่าครึ่งของประเทศนั้นอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ซึ่งรวมถึงเมืองขนาดใหญ่อย่างอัมสเตอร์ดัมและรอตเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์จึงได้ให้ความสนใจกับการป้องกันอุทกภัยมาโดยตลอด
ในอดีตชาวเนเธอร์แลนด์ถือได้ว่าเป็นชาติแรกในโลกที่ประดิษฐ์กังหันลมเพื่อนำมาใช้ในการสูบน้ำออกจากทะเลสาบและแม่น้ำต่างๆ เพื่อป้องกันน้ำท่วม จนในเวลาต่อมากังหันลมได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศควบคู่ไปกับรองเท้าไม้ที่ชาวดัตช์ใช้สวมใส่เพื่อป้องกันไม่ให้เท้าเปียกน้ำ
เหตุการณ์ที่จุดประกายให้ชาวดัตช์หันมาสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมแบบยั่งยืนก็คือ เหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงเมื่อปี 2496 โดยในครั้งนั้นทำนบกั้นน้ำแตกหลายแห่ง ส่งผลให้พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันตกเฉียงใต้ต้องอยู่ในสภาพจมอยู่ใต้น้ำ
มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันนั้นกว่า 2,000 คน และประชาชนอีกราว 7 หมื่นคน ต้องอพยพหนีตาย โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า น้ำได้แปลงสภาพไร่นาทั้งหมดเป็นทะเลสาบ และไม่ว่าจะมองไปในทิศทางใดก็จะเห็นแต่น้ำและซากวัวที่ลอยอืดเต็มไปหมด
ความสูญเสียในวันนั้น ต่อมาได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญของชาวดัตช์ โดยรัฐบาลนั้นเริ่มตระหนักแล้วว่า ประเทศต้องเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยทุกปี โดยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมก็คือ การสร้างระบบป้องกันที่ยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวนั่นเอง
แม้จะต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลถึง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และใช้เวลาเกือบครึ่งศตวรรษกว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ แต่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก็เลือกที่จะสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมแบบยั่งยืนแทนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุดังเช่นที่เคยทำมาโดยตลอด จนปัจจุบันเนเธอร์แลนด์ได้รับยกย่องว่ามีวิศวกรรมการจัดการน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และในแต่ละปีก็จะมีผู้นำประเทศต่างๆ เดินทางไปศึกษาดูงานอยู่เสมอ และคอยขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการชลประทานและการจัดการน้ำระดับโลก
แรกเริ่มนั้น รัฐบาลได้ตัดสินใจสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เป็นแนวยาวตามชายฝั่งเพื่อกั้นน้ำทะเล ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “เดลตา แพลน” (Delta Plan)
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เขื่อนทั่วไปที่คนไทยส่วนใหญ่นั้นรู้จักและคุ้นเคยกันดี เพราะเขื่อนที่ว่านี้ คือ กำแพงสูงที่ลาดลงชายหาด โดยรัฐบาลได้ถมดินเป็นเนินสูงแล้วปูคอนกรีตทับ เพื่อป้องกันการพังทลายของตัวเขื่อน
ข้อดีของเดลตา แพลน คือ สามารถป้องกันน้ำท่วมบริเวณริมชายฝั่งขณะน้ำทะเลหนุนสูง ขณะเดียวกันเดลตา แพลน ก็ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ โดยนักท่องเที่ยวมักออกเดินเล่น หรือปั่นจักรยานตามถนนที่เลียบเขื่อน
อีกทั้งรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ยังได้ริเริ่มโครงการที่มีชื่อว่า “เดลตา เวิร์กส์” ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่บริเวณปากแม่น้ำไรน์สเกลต์ เพื่อกั้นการท่วมของน้ำทะเล
หากใครนึกไม่ออก ก็ให้ลองนึกสภาพประเทศเนเธอร์แลนด์ที่อยู่ติดทะเล อีกทั้งยังมีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยเต็มไปหมด ส่งผลให้ประเทศเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น ภายใต้โครงการเดลตา เวิร์กส์ รัฐบาลจึงได้ยอมลดพื้นที่ชายฝั่งทะเลถึง 600 กิโลเมตร ด้วยการสร้างพนังกั้นน้ำ กำแพงกันคลื่น และประตูระบายน้ำจำนวนมากบริเวณปากอ่าว เพื่อควบคุมน้ำทะเลที่ไหลไม่ให้ทะลักเข้าแม่น้ำ
ส่วนที่เป็นประตูระบายน้ำนั้น ไม่ได้ทำการปิดกั้นน้ำทะเลจากการไหลสู่แม่น้ำด้านในอย่างถาวร แต่จะปิดประตูเฉพาะเวลาที่มีคลื่นลมแรง ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะน้ำทะลักเข้าสู่บริเวณที่อยู่อาศัย
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อทำหน้าที่คอยดูแลตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยเดลตา เวิร์กส์ โดยค่าบำรุงรักษาในแต่ละปีนั้นสูงถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ
“ค่าใช้จ่ายในแต่ละปีนั้นสูงมาก แต่เดลตา เวิร์กส์ ก็มีความสำคัญ โดยเปรียบเสมือนประกันชั้น 1 เลยทีเดียว” เจ้าหน้าที่กระทรวงขนส่งและการจัดการชลประทาน กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เพิ่มความสูงของกำแพงกั้นน้ำ โดยกำหนดให้มีความสูงประมาณ 40 ฟุต จากระดับน้ำทะเล ซึ่งหากเทียบกับกำแพงกั้นน้ำของสหรัฐแล้ว เรียกได้ว่าสูงกว่าเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว
อีกทั้งยังได้มีการพัฒนาประตูน้ำให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยสามารถปิดได้อัตโนมัติเมื่อต้องเผชิญสภาพอากาศรุนแรง
นอกจากโครงการสร้างเขื่อนกั้นน้ำแล้ว ชาวดัตช์ยังได้ตัดสินใจถมทะเลแนวชายฝั่งทะเลเหนือเพื่อสร้าง “เกาะทิวลิป” โดยวัตถุประสงค์หลักของเกาะแห่งนี้ คือ การปกป้องชายฝั่งจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น เพราะถ้าน้ำทะเลสูงแล้ว น้ำจะเข้าท่วมเนเธอร์แลนด์ทันที
“เวลาเกิดพายุ คลื่นในทะเลเหนือจะสูงถึง 10 เมตร ซึ่งหากเข้าท่วมชายฝั่งก็จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างแน่นอน” เบิร์ต กรูทูเซียน โฆษกบริษัท วานอูร์ด บริษัทวิศวกรรมชื่อดังของเนเธอร์แลนด์ กล่าว
เกาะทิวลิปจึงเปรียบเสมือนกำแพงชั้นยอดที่คอยปกป้องแผ่นดินใหญ่จากคลื่นทะเลยักษ์ และเป็นการเกลี่ยประชากรจากแผ่นดินใหญ่ไปอยู่บนเกาะใหม่ ซึ่งจะช่วยลดความแออัดได้เป็นอย่างดี โดย จู๊บ แอตสมา นักการเมืองจากพรรคคริสเตียนเดโมแครตของเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า ชาวเนเธอร์แลนด์ต้องการที่ดินเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย ดังนั้นเกาะแห่งนี้ก็นับว่ามีประโยชน์ในหลายๆ ด้านเลยทีเดียว
ทั้งนี้ ยอริส กีเวน อดีตเจ้าหน้าที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย เคยกล่าวไว้ว่า เนเธอร์แลนด์และไทยมีสภาพภูมิศาสตร์ที่ความคล้ายคลึงกัน โดยทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนที่ราบปากแม่น้ำ ซึ่งอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล ทำให้เสี่ยงต่ออุทกภัย
ดังนั้น บทเรียนของเนเธอร์แลนด์ก็ควรจุดประกายให้ไทยหันมาพิจารณาสร้างระบบป้องกันอุทกภัยแบบยั่งยืน โดยแม้ต้องยอมลงทุนอย่างมหาศาลในเบื้องต้น แต่ในระยะยาวก็จะสามารถช่วยป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่า ไทยจะต้องเดินตามรอยเนเธอร์แลนด์ทุกฝีก้าว แต่ก็ควรเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมต่างๆ มากที่สุด เพราะต้องลืมว่ามนุษย์ไม่มีวันควบคุมธรรมชาติได้
“วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันภัยธรรมชาติ คือ การเข้าใจธรรมชาตินั่นเอง” ราฟาเอล บราส วิศวกรสิ่งแวดล้อมจากสถาบันเทคโนโลยีเอ็มไอทีของสหรัฐ กล่าว
ดังนั้น ทุกฝ่ายก็ได้แต่หวังว่า วิกฤตอุทกภัยครั้งนี้จะทำให้คนไทยตาสว่างสักที และหันมาพิจารณาระบบป้องกันน้ำท่วมแบบยั่งยืน เพื่อที่ประเทศจะได้ไม่ต้องบอบช้ำจากมหันตภัยธรรมชาติอีกต่อไป


