posttoday
ชุมนุมประท้วง กระแสนิยมลุกฮือ แต่ไร้อุดมการณ์

ชุมนุมประท้วง กระแสนิยมลุกฮือ แต่ไร้อุดมการณ์

16 ตุลาคม 2554

ชายร่างกำยำในชุดดำสวมหน้ากากปีศาจ หนุ่มสาวหน้าตาอิดโรยคาบธนบัตรเดินโซเซไปมา กลุ่มคนนั่งจับมือกันท่องบทคาถาแปลกประหลาดบนพื้นถนนคอนกรีตในนครนิวยอร์ก

ชายร่างกำยำในชุดดำสวมหน้ากากปีศาจ หนุ่มสาวหน้าตาอิดโรยคาบธนบัตรเดินโซเซไปมา กลุ่มคนนั่งจับมือกันท่องบทคาถาแปลกประหลาดบนพื้นถนนคอนกรีตในนครนิวยอร์ก

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ชายร่างกำยำในชุดดำสวมหน้ากากปีศาจ หนุ่มสาวหน้าตาอิดโรยคาบธนบัตรเดินโซเซไปมา กลุ่มคนนั่งจับมือกันท่องบทคาถาแปลกประหลาดบนพื้นถนนคอนกรีตในนครนิวยอร์ก

ภาพกิจกรรมสุดพิลึกนี้ไม่ใช่ฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวูด หรือเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลฮัลโลวีนแต่อย่างใด แต่เป็นกิจกรรมการชุมนุมของกลุ่ม “ยึดวอลสตรีต” (Occupy Wall Street) กลุ่มชาวอเมริกันที่ออกมาชุมนุมในย่านการเงินชื่อดังในนครนิวยอร์ก เพื่อประท้วงความโลภและการทุจริตคอร์รัปชันของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของประเทศ โดยสีสันในพื้นที่ชุมนุมแห่งนี้ก็ถูกตีแผ่ไปทั่วโลกจนสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับทางกลุ่มได้มากเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้จะเปี่ยมไปด้วยสีสันและรูปแบบการชุมนุมที่บ้าบิ่นแปลกประหลาดไม่ซ้ำใคร แต่การชุมนุมยึดวอลสตรีตกลับถูกสื่อและผู้คนทั่วโลกมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง

ทั้งนี้ เป็นเพราะในช่วงปีที่ผ่านมานั้น การชุมนุมประท้วงได้ปะทุขึ้นแทบจะทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นดินแดนที่รอบล้อมไปด้วยทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลในโลกตะวันออกกลาง ประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันมีเสน่ห์สวยงามในยุโรป หรือเมืองผู้ดีอย่างประเทศอังกฤษ ทุกแห่งล้วนแต่เคยเป็นเวทีจัดการชุมนุมทั้งสิ้น และล่าสุดก็ถึงคิวของสหรัฐที่จะได้ลิ้มลองกับการชุมนุมบ้าง

แต่เมื่อชาวอเมริกันพากันออกมาชุมนุมในปีที่เรียกได้ว่าเป็น “ปีแห่งการชุมนุม” แน่นอนว่าก็จะต้องเกิดการเปรียบเทียบกับการชุมนุมครั้งก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของประชาชนกลุ่มประเทศอาหรับและแอฟริกาเหนือเมื่อต้นปี การประท้วงต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดของประเทศยุโรปอย่างกรีซและอิตาลีช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หรือจลาจลครั้งใหญ่ในอังกฤษ

“ดูเหมือนว่าตอนนี้กลุ่มผู้ประท้วงยึดวอลสตรีตจะโดนโจมตีอย่างหนักว่าเป็นเพียงพวกชุมนุมตามกระแสที่ชอบลอกเลียนแบบชาวบ้าน” เจย์ ฮาร์ดดี อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียของสหรัฐกล่าว โดยมองว่าในตอนแรกไม่มีใครคิดจะเอาจริงกับผู้ประท้วงเหล่านี้เลย เพราะขาดความเป็นมืออาชีพอย่างชัดเจน

ชุมนุมประท้วง กระแสนิยมลุกฮือ แต่ไร้อุดมการณ์

 

แต่กลุ่มวอลสตรีตก็ไม่ใช่กลุ่มเดียวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกชุมนุมตามกระแส เพราะเหตุชุมนุมประท้วงดุเดือดที่อังกฤษเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเช่นกัน

ทั้งนี้ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุประท้วงเผาบ้านเผาเมืองของหนุ่มสาวอังกฤษ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ได้คร่าชีวิตผู้คน 5 คน สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าเกือบ 300 ล้านปอนด์ (ราว 1.44 หมื่นล้านบาท) และนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดกว่า 3,000 คนทั่วประเทศ

ในช่วงแรกดูเหมือนว่าผู้ก่อความไม่สงบนั้นจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ การเรียกร้องความยุติธรรมให้ มาร์ก ดักแกน หนุ่มผิวสีซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิตอย่างมีข้อกังขา โดยญาติๆ นั้นเชื่อว่าการตายของดักแกนมีประเด็นเรื่องการเหยียดผิวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาการชุมนุมเล็กๆ ในย่านทอตแนมของกรุงลอนดอนก็บานปลายไปทั่วประเทศ โดยลุกลามไปยังเมืองใหญ่ๆ อย่างแมนเชสเตอร์ ลิเวอร์พูล และเบอร์มิงแฮม

แน่นอนว่าท่ามกลางความโกลาหลครั้งนั้นก็มีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งที่ต้องการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของตนเอง “ชาวอังกฤษบางกลุ่มไม่พอใจกับระบบสังคมที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนรวย” เดวิด แคนเทอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญวิทยา กล่าว โดยมองว่าการชุมนุมครั้งนั้นจึงเปรียบเสมือนการระบายความอัดอั้นในใจของกลุ่มคนระดับล่างของสังคม

แต่กลุ่มนี้กลับกลายเป็นเพียงคนส่วนน้อย เพราะ 90% ของผู้ประท้วงนั้น คือ ผู้ที่ไร้เป้าหมายในการชุมนุม อย่างสิ้นเชิง หรือกล่าวอีกอย่าง คือ มาชุมนุมเพราะความคึกคะนอง หรือเพียงเพราะเกาะกระแสการชุมนุมเท่านั้นเอง ซึ่งภาพของวัยรุ่นชาวอังกฤษขณะกำลังลักทรัพย์ตามห้างร้านชื่อดังก็ดูเหมือนว่าจะตอกย้ำสิ่งนี้ได้ดี

ด้าน พอล แบ็กลีย์ นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัย ลีดส์ ชี้ว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาเกิดกระแสการชุมนุมทั่วโลก ภายหลัง “อาหรับ สปริง” หรือคลื่นการปฏิวัติในโลกตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ซึ่งเป็นการลุกฮือของประชาชนเพื่อโค่นล้มผู้นำเผด็จการได้ปะทุขึ้นอย่างดุเดือด

“ขณะนี้สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ผู้ชุมนุมนั้นถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง และกลุ่มที่มาชุมนุมอย่างไร้เหตุผลและจุดมุ่งหมาย” แบ็กลีย์ กล่าว โดยมองว่าชาวอียิปต์ ลิเบีย ซีเรีย และตูนิเซีย คือนักปฏิวัติและนักเคลื่อนไหวอย่างแท้จริง ขณะที่ผู้ประท้วงยึดวอลสตรีต เป็นเพียง “ผู้ชุมนุมมือสมัครเล่น” เท่านั้น

ด้าน แดนเนียล โพร์โทราโร นักข่าวจากสำนักข่าวฮัฟฟิงตัน โพสต์ มองว่าปัจจุบันการชุมนุมประท้วงได้กลายเป็นเทรนด์ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะในยุคสมัยนี้เวลาคนรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งใดก็จะต้องแห่กันออกมาชุมนุมประท้วง ดังนั้นการชุมนุมที่เกิดขึ้นจึงขาด “ความศักดิ์สิทธิ์และเสน่ห์”

เช่นเดียวกับกระแสหรือเทรนด์อื่นๆ ในสังคม ที่มักจะมีผู้คนจำนวนมากคอยติดตามอยู่เสมอเพื่อที่จะได้ไม่ “ตกเทรนด์” ปัจจุบันการชุมนุมก็กลายเป็นกิจกรรมที่ดูเท่และทันสมัยที่ใครๆ ก็อยากมีส่วนร่วมกันทั้งนั้น

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเส้นแบ่งสำคัญระหว่างผู้ชุมนุมตัวจริงกับผู้ชุมนุมมือสมัครเล่น คือ ลักษณะของตัวผู้ชุมนุมนั่นเอง โดยกลุ่มหลังนั้นคือพวกที่มักทำตามความเชื่อเดิมๆ เช่น แต่งตัวแปลกประหลาดเพื่อเรียกร้องความสนใจ และถือป้ายด่าทอฝ่ายตรงข้าม

อีกทั้งรูปแบบการชุมนุมก็จะเป็นลักษณะของ “การแสดง” ซึ่งเห็นได้ชัดจากกลุ่มยึดวอลสตรีตที่พยายามเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวเป็นผีดิบซอมบี้ หรือการอุจจาระบนรถตำรวจเพื่อแสดงความไม่พอใจ และสุดท้ายสื่อก็จะตีแผ่แต่สีสันของงาน โดยสารหรือเจตนารมณ์ของผู้ชุมนุมนั้นจะถูกมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ สิ่งที่สังเกตได้ง่ายอีกประการ คือ ผู้ชุมนุมมือสมัครเล่นจะขาดความเป็นเอกภาพหรือความเป็นปึกแผ่น ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเปรียบเสมือนแรงขับเคลื่อนของการชุมนุมนั่นเอง

ไมเคิล คาซิน อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ของสหรัฐ ชี้ว่า การชุมนุมประท้วงในอังกฤษเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา นับว่าเป็นการชุมนุมขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมไปทั่วประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการชุมนุมที่วุ่นวายเลยทีเดียว เพราะผู้ชุมนุมนั้นมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องความเท่าเทียมในสังคม หรือแม้แต่การฉวยโอกาสลักทรัพย์

ส่วนการประท้วงที่วอลสตรีตนั้นก็ไม่ได้แตกต่างอะไรเลย เพราะป้ายที่ผู้ชุมนุมชูก็ล้วนแต่มีข้อความไปในคนละทิศคนละทาง เช่น บางรายนั้นถือป้ายซึ่งมีข้อความว่า “ขึ้นค่าจ้าง” ในขณะที่ของอีกส่วนเขียนว่า “เปิดด่านคนเข้าเมือง”

ในทางกลับกัน หากถามผู้ชุมนุมในลิเบียว่าแท้จริงแล้วต้องการอะไร รับรองได้ว่าจะต้องได้ยินคำตอบเดียวกันจากปากของผู้ชุมนุมทุกคน ซึ่งก็คือ “โค่นกัดดาฟี”

เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้สึกขำเมื่อเหล่าผู้ชุมนุมยึดวอลสตรีตประกาศว่าจะเดินตามรอยการชุมนุมในโลกอาหรับ และจะเนรมิตพื้นที่ในนครนิวยอร์กให้กลายเป็น “จัตุรัสผู้พลีชีพ” (Martyrs’ Square) อันโด่งดังในกรุงตริโปลีของลิเบีย พื้นที่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดของระบอบการปกครองของ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบีย

“คุณไม่สามารถนำอาหรับ สปริง มาเปรียบเทียบกับการชุมนุมวอลสตรีต หรือการชุมนุมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกขณะนี้ได้ เพราะมันช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน” โพร์โทราโร กล่าว โดยมองว่าแม้การชุมนุมต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมีจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ดีเพียงใด แต่ก็ยังคงขาดคุณสมบัติของการเป็นการชุมนุมประท้วงที่ครบสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าผู้คนที่กำลังปักหลักชุมนุมอยู่ที่วอลสตรีต หรือที่อื่นใดก็ตามด้วยความปรารถนาดีที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ก็ไม่ควรรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังไปกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมรอบข้าง เพราะสุดท้ายสิ่งที่สำคัญ คือ คนเหล่านี้มีความคิดที่ดี เพียงแต่การแสดงออกยังไม่ถูกต้อง หรือเจตนารมณ์ยังไม่มีความลึกซึ้งและเข้มข้นมากพอที่จะสามารถยึดเหนี่ยวสมาชิกทุกคนในกลุ่มให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

“ที่สำคัญคือ คุณต้องไม่ยอมแพ้ และต้องเดินหน้าเรียกร้องสิ่งที่คุณต้องการต่อไป แม้จะต้องใช้เวลานาน แต่คุณสมบัติสำคัญที่ผู้ชุมนุมที่ดีต้องมี คือ ความอดทน” โพร์โทราโร กล่าว โดยย้ำว่าสุดท้ายพวกมือสมัครเล่นก็จะหมดความอดทน และค่อยๆ หายไปทีละคนสองคน ภายหลังกระแสหรือความคึกคะนองต่างๆ เพลาลง และสุดท้ายก็จะเหลือแต่เพียงผู้ชุมนุมตัวจริงเท่านั้น

และถึงตอนนี้เสียงของพวกเขาก็จะดังกึกก้องไปทั่วโลก

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69