posttoday
ไอเอ็มเอฟเล็งขายทองตลาดเปิด กูรูฟันธง 2010 ทองยังคึกคัก

ไอเอ็มเอฟเล็งขายทองตลาดเปิด กูรูฟันธง 2010 ทองยังคึกคัก

19 กุมภาพันธ์ 2553

ทองคำโลกตื่นตัวหลังไอเอ็มเอฟประกาศขายทองล็อตใหม่ สมาคมค้าทองคาด 2010 ทองยังฮอตตลอดทั้งปี

ทองคำโลกตื่นตัวหลังไอเอ็มเอฟประกาศขายทองล็อตใหม่ สมาคมค้าทองคาด 2010 ทองยังฮอตตลอดทั้งปี

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แถลงเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ว่า พร้อมขายทองคำสำรองล็อตล่าสุด 191.3 ตัน ออกสู่สาธารณชนในตลาดเปิด เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากการปล่อยกู้เพียงอย่างเดียว ซึ่งจากการคำนวณบนฐานราคาเมื่อวันที่ 17 ก.พ. คาดว่าไอเอ็มเอฟจะได้เงินเกือบ 6,900 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท) ซึ่งสัญญาณดังกล่าวส่งผลให้ราคาทองล่วงหน้าลดฮวบทันที เนื่องจากวิตกว่าปริมาณทองคำที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้นจะฉุดราคาให้ลดลง

แถลงการณ์ระบุว่า ไอเอ็มเอฟจะเริ่มต้นการจำหน่ายทองสู่ตลาดเปิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขายทองคำ 403.3 ตัน ที่ได้รับการอนุมัติตั้งแต่เมื่อเดือนก.ย. 2552 ที่ผ่านมา และนับเป็นการเปิดขายทองสู่ตลาดเปิดหรือสู่สาธารณชนทั่วไปเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ดี เพื่อป้องกันความผันผวนของตลาดมากจนเกินไป ไอเอ็มเอฟได้ย้ำว่าจะเปิดเผยช่วงเวลาการขายที่ชัดเจนอีกครั้ง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

ก่อนหน้านี้ ไอเอ็มเอฟได้ประกาศขายทองไปแล้วบางส่วนรวม 212 ตัน โดยเป็นการขายแบบตลาดปิดให้กับรัฐและหน่วยงานของรัฐเท่านั้น อาทิ ธนาคารกลางซึ่งเป็นสมาชิก 186 ชาติในไอเอ็มเอฟ โดยขายให้กับธนาคารกลางอินเดียเป็นรายแรก 200 ตัน ตามมาด้วยธนาคารกลางมอริเชียส 2 ตัน และธนาคารกลางศรีลังกา 10 ตัน

ไอเอ็มเอฟระบุว่า การขายทองคำในช่วงแรก 212 ตัน เป็นเงิน 7,200 ล้านบาทนั้น (ราว 2.3แสนล้านบาท) ได้กำไรถึง 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.48 แสนล้านบาท) เมื่อเทียบกับราคาขณะที่ได้รับการอนุมัติขายซึ่งอยู่ที่ 1,050 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ก่อนที่ราคาจะร่วงลงมาอยู่ที่ออนซ์ละ 850 เหรียญสหรัฐ ในเวลาต่อมา

ข่าวการเตรียมขายทองสู่ท้องตลาดเปิดเป็นครั้งแรก ส่งผลให้ราคาทองคำล่วงหน้า งวดส่งมอบเดือนเม.ย. ในตลาดโคเม็กซ์ สหรัฐ ดิ่งฮวบลงทันที 1.3% มาอยู่ที่ 1,107 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

ขณะที่ราคาทองในตลาดฮ่องกง วันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ปิดลดลง 22.8 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 1,098.70–1,099.70 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่าปริมาณทองคำที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น จะฉุดราคาทองให้ลดลงมา

อย่างไรก็ตาม วันเดียวกัน สมาคมทองคำโลก (ดับเบิลยูจีซี) ระบุว่า การลงทุนทองคำในกลุ่มประเทศฝั่งตะวันตกจะยังคงคึกคักอยู่ในปี 2553 นี้ เนื่องจากปัจจัยของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าตัวเลขปริมาณความต้องการทองคำในปี 2552 ที่ผ่านมาจะร่วงไปถึง 11% อยู่ที่ 3,385.8 ตัน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าก็ตาม

“ไม่ว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจจะก่อให้เกิดแรงบวกหรือลบ ในปี 2553 นี้ เราก็เชื่อว่าความต้องการลงทุนทองคำในฝั่งตะวันตก จะยังคงไปได้ดีอยู่ เพราะหากเศรษฐกิจโลกจะสะดุดตัวลง นักลงทุนตะวันตกก็จะกระจายความเสี่ยงด้วยการเข้าไปลงทุนทองคำ แต่หากเศรษฐกิจดี ภาวะเงินเฟ้อก็จะขยับขึ้นมาเป็นความกังวลใหม่ ซึ่งทำให้หลายคนหันไปลงทุนในทองเช่นกัน” สมาคมกล่าว

ขณะที่บรรยากาศการลงทุนทองคำในซีกโลกอื่นๆ นั้น อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องราคาทองเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดี แม้จะมีการลงทุนในทองที่เพิ่มขึ้น ทว่าก็มีโอกาสอยู่สูงที่จะเห็นราคาทองผันผวนโดยลดลงหนักได้เช่นเดียวกัน

สำหรับความต้องการทองรูปพรรณและทองในอุตสาหกรรมนั้น คาดว่าอาจลดลงในฝั่งตะวันตก เนื่องจากปัจจัยภาวะว่างงานและปัญหางบประมาณขาดดุลในหลายประเทศ ทว่าจะไม่เป็นปัญหาในซีกโลกอื่นๆ

ทั้งนี้ ราคาทองคำได้ทะยานขึ้นทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่แล้วที่ 1,226.56 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2552 เนื่องจากปัจจัยเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า ทำให้นักลงทุนหลายฝ่ายต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปที่ทองคำแทน ทว่าจนถึงปัจจุบัน ราคาทองได้ดิ่งลงมาอย่างต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก