
โตเกียว เทรนดี้ ปี3 ตอนที่4
เมื่อเช้าผมฟังรายการวิทยุคลื่น 101 องศาข่าวของ Click Radio ได้ยินคุณรัชชพล เหล่าวานิช
เมื่อเช้าผมฟังรายการวิทยุคลื่น 101 องศาข่าวของ Click Radio ได้ยินคุณรัชชพล เหล่าวานิช
พูดถึงเรื่องการใช้ชีวิตที่เปรียบเหมือนการพายเรือ คุณรัชชพล ขยายความว่า “การพายเรือให้มีความหมายไม่ได้อยู่ที่การเร่งพายให้ถึงปลายทาง หากแต่อยู่ที่ความเพลิดเพลินไปกับสองข้างทางในระหว่างที่พายไปต่างหาก การจะใช้ชีวิตให้มีความสุข ก็ควรมีความสุขในทุกจังหวะของการมีชีวิต ไม่ใช่เหนื่อยยากลำบากตลอด เพียงเพื่อหวังสบายแค่ในบั้นปลาย” ซึ่งผมเห็นด้วยกับคุณรัชชพลเป็นอย่างยิ่ง ยังคิดเลยว่าหลายๆ ท่านเวลาไปเที่ยว มักจะนิยมเลือกเที่ยวแบบมากด้วยปริมาณ ก็เลยทำให้ทริปสุดโปรดกลายเป็นทริปสุดโหดไป เพราะต้องเร่งเดินทางกันทุกวันเพื่อไปให้ได้ครบทุกที่ แต่กลับไปได้ไม่ทั่ว อาจได้รูปถ่ายมาหลายพัน แต่ความอิ่มใจในที่เที่ยวแทบไม่มี เป็นโชคดีที่การไปญี่ปุ่นในทริปแรกของผมนั้นอยู่แต่โตเกียวอย่างเดียว นอนโรงแรมเดียว เที่ยวไม่กี่ย่าน ก็เลยติดเป็นนิสัย ไปญี่ปุ่นเองทีไรชอบจะไปอยู่เมืองนั้นนานๆ
ในโตเกียวมีที่เที่ยวที่เดินเพลินๆ เยอะครับ แต่ต้องไปเองถึงจะมีโอกาส เพราะถ้าไปกับทัวร์บอกได้เลยว่ายาก บริษัททัวร์เขาต้องทำรายการออกมาให้คุ้มค่าและขายง่าย โดยเน้นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเป็นสำคัญ ก็เลยพลาดย่านดีๆ ที่น่าไป แต่คนไทยยังไปกันน้อย อย่างย่านชิโมะคิตะซาวะ (Shimokitaza) ที่ผมเปิดเรื่องไว้ในสัปดาห์ที่แล้วด้วย เสน่ห์ของชิโมะคิตะ (ชื่อย่อของย่านชิโมะคิตะซาวะ) อยู่ตรงที่คุณจะไม่รู้เลยว่าเดินๆ ไปแล้วจะได้เจอร้านอะไรกันบ้าง ครั้งแรกที่ผมไปเดินเล่นเป็นจังหวะที่ผมอยู่ว่างๆ ในโตเกียว แล้วพอดีไปอ่านเจอย่านชิโมะคิตะในหนังสือเล่มหนึ่ง ก็เลยลองดุ่มๆ ไปโดยไม่ได้เตรียมแผนที่ ไปแบบไม่มีความรู้ มีแต่ความอยากรู้อยากเห็น พอนั่งรถไฟไปถึงจำได้ว่าตอนนั้นงงไปพักใหญ่ ต้องตั้งหลักกำหนดทิศแล้วค่อยเริ่มต้นเดิน เดินไปเรื่อยๆ ก็นึกแปลกใจ ไหนในหนังสือเขาบอกว่าเป็นย่านวัยรุ่น แต่ไม่เห็นมีอะไรที่บ่งชี้ ด้วยความที่ตอนนั้นยังหนุ่มอยู่ ก็เลยไม่ใส่ใจเท่าไหร่ เมื่อมาแล้วก็ต้องสำรวจเดินดูโน่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ เจอทั้งตลาดสด ร้านอาหารเก่าๆ ร้านขายของแบบร้านชำบ้านเรา ฯลฯ ไม่เห็นเจออะไรที่มันวัยรุ่นเลย พอเดินไปอีกหน่อย อ้าว! เจอบ้านคนซะแล้ว ต้องถอยกลับมาตั้งหลักแล้วเดินใหม่ไปอีกทาง คราวนี้ไม่พลาดเจอร้านรวงเยอะขึ้น ทั้งร้านเสื้อผ้า ร้านกาแฟ ร้านแผ่นเสียง ฯลฯ มีกลิ่นอายของวัยรุ่นมากขึ้น แต่มันแปลกๆ เพราะไม่มีร้านคุ้นๆ ที่เคยเจอตามย่านชิบุยะหรือฮาระจูกุ จะมีบ้างก็พวกร้านรองเท้า ABC Mart หรือร้านข้าวหน้าเนื้อ Yoshinoya ที่หาเจอได้ในทุกย่านสถานีรถไฟ นอกนั้นไม่รู้จัก และเพราะไม่รู้จักก็เลยสนุก ร้านโน้นก็ไม่รู้ ร้านนั้นก็ไม่คุ้น มันเลยเหมือนของเล่นชิ้นใหม่ที่รอให้เราเข้าไปค้นหา จำได้ว่าผมเดินหลงไปหลงมา เดินๆ ไปเดี๋ยวก็กลับมาเจอทางรถไฟ แต่ทำไมมันดูไม่เหมือนเดิม พอลองโผล่เข้าไปดู อ้าว มันคนละขบวนกันนี่หว่า ตอนมาผมมาโดย Keio Inokashira Line แต่ไหงดันกลายเป็น Odakyu Line ไปได้ ผมลองเดินวนๆ ดูค่อยถึงบางอ้อ มันมีรถไฟ 2 ขบวนนี่เอง ปกติของหลายสถานีที่เคยเจอ รถไฟจะวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน แต่ที่ชิโมะคิตะนี้ รถไฟ 2 ขบวนดันวิ่งตัดเป็นตัว x ตรรกะในหัวผมก็เลยผิดพลาด เพราะผมมักจะจำไว้เสมอว่า เมื่อออกจากสถานีรถไฟถ้าเดินวนไปในทิศทางเดียวกันต้องกลับมาเจอที่เดิม แต่คราวนี้ผมพลาดอย่างจัง เพราะเหมือนว่าผมเดินวน 1 รอบแล้วมันไม่กลับมาที่เดิมก็เลยงง จนได้เข้าไปในสถานีอีกครั้งนี่แหละครับถึงได้รู้ความจริง
ชิโมะคิตะถูกแบ่งออกเป็น 4 ฟาก โดยยึดเอาจุดตัดรูปตัว x ของรางรถไฟของสาย Odakyu และ Inokashira เป็นตัวกำหนด แบ่งเป็นเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก แต่ละฝั่งก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ฝั่งที่คึกคักที่สุดก็ต้องยกให้ฝั่งใต้ (Shimokita South) มีเว็บไซต์และคู่มือของตัวเองเกินหน้าเกินตาเพื่อนบ้านอีก 3 ฟาก ฝั่งที่เป็นตำนานของวัยรุ่นนักฝันก็ต้องฝั่งตะวันออก (Shimokita East) เป็นที่ตั้งของโรงละครในตำนานอย่าง Honda Theater และ The Suzunari รวมทั้งร้านหนังสือสุดมั่ว Village Vanguard ก็อยู่ทางฝั่งนี้เช่นกัน แต่เสน่ห์ของชิโมคิตะในแบบของผมอยู่ที่ฝั่งเหนือ (Shimokita North) เพราะเป็นฝั่งที่มีการปะทะกันของวัฒนธรรม 2 ยุคให้เห็นอย่างเด่นชัด ส่วนฝั่งตะวันตก (Shimokita West) เป็นส่วนที่เงียบที่สุด แต่ก็ยังแอบมีร้านอาหารเก๋ๆ สอดแทรกอยู่ที่ฝั่งนี้ไม่น้อย
ใครมีเวลาไม่มาก คิดจะไปเดินย่านชิโมะคิตะแบบฉาบฉวยสักชั่วโมงสองชั่วโมง ต้องบอกว่าจะไม่สามารถเข้าถึงย่านนี้ได้อย่างถึงที่สุด เฉพาะเดินดูร้านค้าที่ตัดกันอย่างมีนัยของฝั่งเหนือ ก็ต้องเดินเป็นชั่วโมงแล้ว เอาไว้สัปดาห์หน้าผมค่อยมาลงรายละเอียดของแต่ละย่านให้อ่านกันอีกทีครับ







