
ตลาดสะท้านเพราะ'เฟด'ฉีดยาไม่ถูกโรค
เป็นไปตามความคาดหมายที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นไปตามความคาดหมายที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งล่าสุดเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา กับปฏิบัติการ “Operation Twist” โดยลดการถือตั๋วเงินคลังหรือตราสารหนี้ระยะสั้น แล้วหันไปเพิ่มการถือพันธบัตรระยะยาว เพื่อฉุดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวในทุกภาคส่วนให้ต่ำลง ให้นำไปสู่การกระตุ้นทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงซบเซาหนัก
เป็นปฏิบัติการทางการเงินที่เคยใช้มาแล้วในช่วงทศวรรษที่ 60 ซึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนได้ถึง 1.7% จากขนาดเศรษฐกิจสหรัฐทั้งหมด
แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย กลับเป็นผลตอบรับจากตลาดวอลสตรีต ที่ออกมาย่ำแย่ชนิดไม่น่าเชื่อว่า นี่คือปฏิกิริยาหลังเฟดประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาช่วย โดยดาวโจนส์ร่วงไป 2.49% เอสแอนด์พี 500 ทรุด 2.94% และแนสแด็ก คอมโพสิต ลบไป 2.01% ในการปิดตลาดเมื่อคืนวันพุธที่ 21 ก.ย.
สิ่งที่ตลาดอาจจะอยากสะท้อนออกมาดังๆ ก็คือ “ช่วยอย่างนี้ อย่าช่วยเสียจะดีกว่า” เพราะไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่อเมริกาเผชิญอยู่ หรือเหมือนกับหมอที่ให้ยาไม่ถูกกับโรค
จากการแถลงของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินสหรัฐนั้น เฟดจะขายตั๋วเงินคลัง วงเงิน 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12 ล้านล้านบาท) หรือเท่ากับ 2.7% ของจีดีพีสหรัฐ และนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อพันธบัตรระยะยาว อายุ 6-30 ปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีนี้ ไปจนถึงเดือน มิ.ย. 2555
ความตั้งใจของเฟด คือ ต้องการกดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวไปพร้อมกับพยุงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในทุกภาคธุรกิจ ตั้งแต่การปล่อยสินเชื่อธุรกิจไปจนถึงสินเชื่อบ้าน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจหันมาใช้จ่ายเงินและซื้อบ้านกันมากขึ้น
ทว่า จุดนี้คือสิ่งที่นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่า เป็นการแก้ไม่ถูกโจทย์
เพราะปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐก็ถูกกดลงมาต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อยู่แล้วที่ 0-0.25% นับตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 2551 หรือนานเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ดอกเบี้ยแสนถูกกลับไม่สามารถกระตุ้นให้คนซื้อบ้าน หรือกระตุ้นให้เกิดการปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจได้มากนัก
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ดอกเบี้ยแพง แต่อยู่ที่ชาวอเมริกัน “ไม่เชื่อมั่น” ในเศรษฐกิจของตัวเองจนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ซึ่งการบริโภคของชาวอเมริกันนั้น คิดเป็นสัดส่วนมหาศาลถึง 2 ใน 3 ของขนาดเศรษฐกิจสหรัฐทั้งประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นยังปัญหาใหญ่จาก “การว่างงาน” ที่รัฐบาลยังแก้ได้ไม่ถึงไหน
เมื่อประชาชนตกงานและมองไม่เห็นอนาคต จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดอนาคตของสหรัฐทั้งประเทศจึงมืดมนไปด้วย
ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ยังอาจถูกซ้ำเติมอีกจากถ้อยแถลงของเฟดเองที่ระบุว่า “เศรษฐกิจสหรัฐได้เผชิญความเสี่ยงขาลงครั้งใหญ่” ซึ่งเป็นเหตุผลที่เฟดต้องออกกลไกครั้งนี้ และยังคงอัตราดอกเบี้ย “ซูเปอร์โลว์” 0-0.25% ยืดไปจนถึงปี 2556
หากเป็นความเสี่ยงขาลงที่น่ากลัวจริงๆ นักลงทุนก็ต้องการเห็นมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ โดยเฉพาะมาตรการอย่างการผ่อนคลายเชิงปริมาณ QE3 หรือการปั๊มเงินออกมาช่วยซื้อพันธบัตรและสินทรัพย์
ทว่า ตรงจุดนี้เป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์เข้าใจได้ว่า เหตุใดเฟดจึงไม่เลือกใช้ QE3 เพราะจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจระยะยาวแทน และจะกระเทือนต่อทั้งโลกไปด้วย เพราะนักเก็งกำไรขนเงินแห่ไปเก็งกำไรในตลาดเกิดใหม่อย่างมโหฬารอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่ผู้แทนพรรครีพับลิกัน ได้ส่งจดหมายไปถึงเฟดก่อนการประชุม ทั้งร้องขอและดักคออย่าออกมาตรการ QE3 โดยเฉพาะในเวลานี้ซึ่งใกล้จะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2555
ขณะที่คนในเองอย่างคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินสหรัฐ ก็ยังเสียงแตกไม่เป็นเอกฉันท์ โดยมีคณะกรรมการถึง 3 คน ที่ยืนกรานความคิดเดิมจากการประชุมครั้งที่แล้วว่า เฟดไม่ควรออกมาตรการกระตุ้นใดๆ อีก
นอกจากแก้ปัญหาไม่ตรงจุดด้วยการหวังกดดอกเบี้ยที่ต่ำอยู่แล้ว เฟดเองยังอาจต้องขาดทุนจากการถือพันธบัตรระยะยาวเหล่านี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอาจพุ่งแซงหน้าอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรในขณะนั้น โดยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐได้ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ และอัตราเงินเฟ้อเดือน ส.ค. ขยับขึ้นอีก 0.4% ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อต่อปีพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 3.8% หรือสูงสุดในรอบ 3 ปี
จัสติน โวลฟ์เฟอร์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวกับซีเอ็นเอ็น มันนี่ ว่า เฟดได้มุ่งเป้าช่วยผู้ซื้อบ้านด้วยการกลับไปลงทุนในตราสารหนี้เอ็มบีเอส ที่หนุนโดยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (MortgageBacked Securities) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ลดการถือตราสารดังกล่าว เพื่อไปเน้นการถือครองพันธบัตรรัฐบาลแทน
“วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ปานกลาง คนที่รีไฟแนนซ์บ้านก็จะมีเงินเพิ่มขึ้นเมื่อถึงช่วงปลายเดือน” โวลฟ์เฟอร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์อีกหลายสำนักมองต่างไปว่า นโยบายนี้นับเป็นความล้มเหลวอย่างหนึ่ง เนื่องจากเป็นนโยบายกระตุ้นที่เล็กเกินไปที่จะก่อให้เกิดผลบวกทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ
จากที่เคยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึง 1.7% ในการประกาศใช้ช่วงทศวรรษที่ 60 ภายใต้วงเงิน 8,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.64 แสนล้านบาท) แต่ในครั้งนี้ ดีน ครูชอร์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยริชมอนด์ และอดีตรองประธานเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย กลับคาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐได้เพียง 0.1-0.2% เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจภาพรวม
และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนส่วนใหญ่ถึงออกอาการอกหักเทขายกันจนแดงทั้งกระดาน







