
เตือนมะกันเผชิญวิกฤติคนจนเร่งผู้นำแก้ปัญหาด่วน
หลังจากที่ต้องเข้าแถวยืนรอคิวนานถึง 2 ชั่วโมง ในที่สุด อแมนดา เอแวนส์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หลังจากที่ต้องเข้าแถวยืนรอคิวนานถึง 2 ชั่วโมง ในที่สุด อแมนดา เอแวนส์ คุณแม่ลูก 3 วัย 54 ปี จากเมืองดัลลัส รัฐเทกซัส ก็ได้รับเงินชดเชยการว่างงานสักที
“ถึงจะนานแต่ก็ต้องรอ เพราะฉันมีครอบครัวที่จะต้องเลี้ยงดูและขณะนี้ก็ยังหางานทำไม่ได้” เอแวนส์ กล่าว โดยเอแวนส์นั้นเป็นเพียงชาวอเมริกันคนหนึ่งจากอีก 4.28 แสนคนทั่วประเทศ ที่ได้ยื่นขอรับเงินชดเชยการว่างงาน และเป็นเพียงคนหนึ่งจากอีก 3.73 ล้านคน ที่ได้รับสวัสดิการคนว่างงานและคนจน
คนทั่วไปนั้นมักไม่ทราบว่า ประเทศสหรัฐมีประชาชนจำนวนมากที่มีฐานะยากจน จนกระทั่งเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานสำรวจประชากรสหรัฐได้เปิดเผยผลตัวเลขอันน่าตกใจ โดยจากการสำรวจชาวอเมริกัน พบว่า เมื่อปี 2553 มีชาวอเมริกันผู้มีฐานะยากจนมากถึง 46.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 15.1% จากประชากรทั้งประเทศ โดยตัวเลขนี้นับว่าสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2526 และสูงกว่าเมื่อปี 2552 ซึ่งอยู่ที่ 14.3%
ในจำนวนนี้เป็นชาวแอฟริกันอเมริกันมากถึง 27.4% และรองลงมาคือ ชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิก ซึ่งคิดเป็น 26.6% ของจำนวนประชากรทั้งหมด
ทั้งนี้ ปัจจุบันสหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศที่มีตัวเลขคนยากจนสูงที่สุดในบรรดาประเทศพัฒนาแล้วจำนวน 34 ประเทศ ที่สำรวจโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี)
ขณะที่รัฐบาลสหรัฐได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “ยากจน” คือ ต้องมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 22,314 เหรียญสหรัฐ (ราว 6.69 แสนบาท) ต่อครอบครัวหนึ่งที่มีสมาชิก 4 คน และมีรายได้ต่อหัวไม่เกิน 11,139 เหรียญสหรัฐ (ราว 3.34 แสนบาท)
อีกทั้งยังมีการเปิดเผยว่า มีชาวอเมริกันที่ไม่มีประกันสุขภาพมากถึง 49.9 ล้านคน และค่าเฉลี่ยของรายได้ประชาชนนั้นลดลง 2.3% เป็น 49,445 เหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 1.4 ล้านบาท)
ตัวเลขเหล่านี้น่าตกใจอย่างยิ่ง โดยสะท้อนให้เห็นว่าภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวอเมริกัน และสะท้อนถึงความท้าทายที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาการว่างงาน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ก็ชี้ว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่ตัวเลขของจำนวนประชากรที่ยากจนอย่างแท้จริง เนื่องจากทางสำนักงานสำรวจประชากรสหรัฐนั้นไม่ได้นำประชาชนที่ยากจนอีกราว 3.2 ล้านคน มาคิดรวมด้วย เพราะมองว่ากลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลในรูปของเงินประกันว่างงานแล้ว
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐมีนโยบายให้ความช่วยเหลือผู้มีฐานะยากจนและผู้ตกงานในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินประกันว่างงาน คูปองแลกอาหารและประกันสุขภาพ โดยชาวอเมริกันมากถึง 1 ใน 6 คน ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐ ดังนั้นหากความช่วยเหลือเหล่านี้ถูกตัดออกไป และประกอบกับปัญหาการว่างงานที่ยังคงสูงลิ่วถึง 9.1% แน่นอนว่าจำนวนชาวอเมริกันที่มีฐานะยากจนจะต้องพุ่งแตะเกือบ 50 ล้านคนอย่างแน่นอน
และสิ่งที่น่าวิตกไปกว่านี้คือ ปัจจุบันสถานการณ์ก็ดูเหมือนว่ากำลังจะเป็นเช่นนั้น เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลกำลังทำลายตาข่ายนิรภัยของประชาชนผู้มีรายได้น้อยด้วยการปรับลดงบประมาณรายจ่าย โดยปัจจุบันมีอยู่ 6 รัฐ ที่ได้ประกาศลดจำนวนสัปดาห์ที่ผู้ตกงานสามารถเข้ารับเงินประกันการว่างงานได้ หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ประชาชนจำนวนมากจะไม่ได้เงินจำนวนนี้ เพราะไม่สามารถจะไปรับได้ทันภายในขอบเขตเวลาใหม่ อีกทั้งบางรัฐก็ได้ประกาศลดการให้เครดิตภาษีเงินได้แล้ว ซึ่งเป็นเครดิตที่รัฐบาลช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
นอกจากนี้ ชาวอเมริกันผู้มีฐานะยากจนอาจต้องลำบากมากยิ่งขึ้นเนื่องจากเส้นตายของการยื่นร่างกฎหมายต่ออายุการลดภาษีและสวัสดิการคนตกงานนั้นคือเดือน ม.ค. 2555 ซึ่งขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากหรือไม่ เพราะล่าสุดนั้น อิริก แคนเทอร์ ผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ออกมากล่าวว่า จะสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าวก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าสามารถช่วยสร้างงานให้กับชาวอเมริกันได้
อีกทั้งที่ผ่านมานั้น สมาชิกรัฐสภาจากพรรครีพับลิกันก็ได้เสนอให้รัฐบาลลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม ค่ารักษาพยาบาล และเงินประกันสังคมสำหรับคนว่างงานมาโดยตลอด
ดังนั้น หากร่างกฎหมายนี้ไม่ผ่านสภา ชาวอเมริกันกว่า 3 ล้านคนก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะประชาชนกลุ่มนี้คือ ผู้ที่พึ่งสวัสดิการคนตกงานอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกันก็จะต้องรอแผนการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เสนอโดยคณะกรรมการซูเปอร์ รัฐสภา ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นภายใต้เงื่อนไขของการขยายเพดานหนี้เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการทั้ง 12 คนนั้น ได้เสนอแผนการลดค่าใช้จ่ายภายในเดือน พ.ย. เพื่อที่รัฐสภาจะได้ลงมติในเดือน ธ.ค.
คณะกรรมการซูเปอร์จะต้องเสนอแผนลดค่าใช้จ่ายราว 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และหลายฝ่ายก็คาดว่า ทางคณะกรรมการนั้นจะตัดลดสวัสดิการต่างๆ อย่างแน่นอน
“การลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคนตกงาน หรือผู้มีรายได้น้อยจะส่งผลต่อจำนวนคนยากจนของสหรัฐในปีข้างหน้า” โรเบิร์ต กรีนสไตน์ ประธานสถาบันงบประมาณและนโยบาย กล่าว โดยมองว่าหากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาการว่างงานได้ ก็ไม่ควรตัดลดงบประมาณด้านนี้ มิฉะนั้นตัวเลขคนจนจะต้องพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน







