
วิกฤติร้ายถาโถม...ศก.โลกไร้วี่แววกระเตื้อง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยกระแสข่าวทางลบเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยกระแสข่าวทางลบเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ซึ่งดูเหมือนว่ากำลังเข้าสู่ทางตัน เมื่อองค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ซึ่งมาจากการรวมตัวของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 34 ชาติทั่วโลก ได้ออกโรงเตือนว่าเขตเศรษฐกิจหลักๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็น แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี อังกฤษ บราซิล จีน และอินเดีย รวมไปถึงสหรัฐและรัสเซีย กำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งวัดจากดัชนีพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ ข่าวลือทางฝั่งยุโรปว่า เยอรมนี ซึ่งเป็นชาติยักษ์ใหญ่สุดของยูโรโซนนั้น กำลังจะปล่อยให้ กรีซ กลายเป็นหนี้เสียไปในที่สุด และเตรียมหาทางออกด้วยการบีบให้กรีซออกจากกลุ่มนั้น ได้สร้างกระแสความปั่นป่วนในตลาดทุนอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม อังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และนิโกลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมทางโทรศัพท์ร่วมกับ จอร์เก ปาปันดรู นายกรัฐมนตรีกรีซ โดยผู้นำทั้งสองยืนยันว่า กรีซยังคงเป็นส่วนสำคัญของยูโรโซน พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นต่ออนาคตของกรีซว่าจะยังสามารถอยู่ในกลุ่มยูโรโซนได้ต่อไป
ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองต่างเห็นพ้องต้องกันว่า กรีซจะต้องดำเนินการปฏิรูปและบรรลุเป้าหมายทางการคลังที่กำหนดไว้ภายใต้มาตรการให้ความช่วยเหลือของสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพื่อที่เศรษฐกิจกรีซจะได้หวนคืนสู่เส้นทางการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
ทว่า ฌอง โคลด จุงเกอร์ ประธานสหภาพยุโรป (อียู) ได้กล่าวภายหลังการหารือระหว่างบรรดารัฐมนตรีคลังเพื่อแก้ปัญหาหนี้ยุโรปที่ประเทศโปแลนด์ว่า อียูตัดสินใจเลื่อนการพิจารณาเงินกู้ช่วยเหลือกรีซงวดต่อไป ซึ่งมีมูลค่า 8,000 ล้านยูโร ออกไปจนถึงเดือน ต.ค. เพื่อรอดูว่ากรีซสามารถปฏิรูปแผนการเงินการคลังได้ตามที่รับปากหรือไม่
ทั้งนี้ บรรดารัฐมนตรีคลังของยุโรป รวมถึง ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้ร่วมประชุมการแก้ปัญหาหนี้ยุโรปที่ประเทศโปแลนด์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ขุนคลังสหรัฐเข้าร่วมถกปัญหาหนี้ยุโรปเพื่อช่วยหาทางออกร่วมกัน และจะเสนอให้ใช้กองทุนส่งเสริมเสถียรภาพทางการเงินยุโรป (EFS) วงเงิน 4.4 แสนล้านยูโร ที่ตั้งขึ้นเมื่อกลางปีที่แล้ว ในการออกเงินกู้ฉุกเฉิน เหมือนกับที่สหรัฐเคยทำมาแล้วเพื่อกระตุ้นสินเชื่อ ในวิกฤตภาคการเงินเมื่อ 3 ปีก่อน
ด้านธนาคารกลางฝรั่งเศสได้ออกโรงยืนยันว่า สถานะของธนาคารพาณิชย์ในประเทศยังคงแข็งแกร่งสามารถรับมือได้ไม่ว่าผลสุดท้ายแล้วปัญหาหนี้ของกรีซจะมีผลอย่างไรก็ตาม
อย่างไรก็ตาม มูดี้ส์ หนึ่งในบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ก็ได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารรายใหญ่ 2 แห่งของฝรั่งเศส คือ ธนาคารโซซิเอเต เจเนอราล และธนาคารเครดิต อากริโกล โดยให้เหตุผลว่า ธนาคารทั้งสองแห่งถือครองพันธบัตรกรีซอยู่ในปริมาณมาก และอาจไม่มีสินทรัพย์และทุนมากพอที่จะรับมือกับผลกระทบหากกรีซกลายเป็นหนี้เสีย
ส่วนที่ อิตาลี อีกหนึ่งประเทศในยูโรโซนที่กำลังเผชิญวิกฤตหนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติรับรองแผนการรัดเข็มขัดของรัฐบาล มูลค่า 5.4 หมื่นล้านยูโร ซึ่งรวมถึงการปรับลดงบประมาณ ปรับขึ้นภาษี และปฏิรูประบบบำนาญ โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับสมดุลงบประมาณของประเทศให้ได้ภายในปี 2556 หลังจากที่ผ่านมาตัวเลขขาดดุลงบประมาณต่อผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของอิตาลีนั้นอยู่ที่ 120% ซึ่งนับว่าสูงเป็นอันดับสองรองจากกรีซ
นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่า รัฐบาลอิตาลีกำลังเจรจาโน้มน้าวให้จีนซื้อพันธบัตรรัฐบาลอิตาลี ซึ่งทางด้าน จางเสี่ยวเกียง รองประธานคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน และนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า เห็นพ้องกันว่า จีนพร้อมที่จะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศแถบยูโรโซน แต่พร้อมทุ่มเงินซื้อได้ในจำนวนจำกัดตามกำลังที่สามารถซื้อได้เท่านั้น และประเทศพัฒนาแล้วต้องหามาตรการทางการเงินการคลังเพื่อจัดการปัญหาเศรษฐกิจในประเทศให้เรียบร้อยเสียก่อน มากกว่าที่จะมารอพึ่งเงินช่วยเหลือจากจีน เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจโลกเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม โรเบิร์ต โซลลิค ประธานธนาคารโลก กล่าวว่า ยังคงมีความเชื่อมั่นว่า กลุ่มยูโรโซนจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตหนี้ไปได้ด้วยดี แต่กลุ่มยูโรโซนต้องปฏิรูปสหภาพทางการคลังให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
โดยยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น ควรลงมือตัดสินใจแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศโดยเร่งด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เศรษฐกิจโลก ซึ่งกำลังเข้าสู่ภาวะอันตรายต้องตกต่ำไปมากกว่านี้







