posttoday
เมื่ออเมริกัน'หักบัตรเครดิตทิ้ง'

เมื่ออเมริกัน'หักบัตรเครดิตทิ้ง'

11 กันยายน 2554

หลังจากที่ต้องจ่ายภาระหนี้อันแสนหนักอึ้ง 1.8 หมื่นเหรียญสหรัฐ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

หลังจากที่ต้องจ่ายภาระหนี้อันแสนหนักอึ้ง 1.8 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือราว 5.4 แสนบาท ดอว์น ในวัย 45 ปี ก็ให้สัญญากับตัวเองว่า จะไม่มีวันใช้บัตรพลาสติกรูดซื้อของทันใจอีกเป็นอันขาด

ดอว์นก็เหมือนกับชาวอเมริกันทั่วไป ที่ต้องเจอกับมรสุมชีวิตในห้วงที่เศรษฐกิจถดถอย และทำให้เธอต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลายต่อหลายอย่างเพื่อความอยู่รอด

การเลิกใช้บัตรเครดิตอาจเป็นผลดีต่อสุขภาพทางการเงินในระยะยาวก็จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นปัญหาต่อรัฐบาลอเมริกัน ที่ต้องกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายในระบบเพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วย

เมื่อสามีของดอว์นได้รับการเลื่อนขั้นเมื่อ 3 ปีก่อน พวกเขาได้ย้ายบ้านจากฟลอริดาไปจอร์เจีย ใช้บัตรเครดิตจ่ายค่าใช้จ่ายเกือบทุกอย่าง ซึ่งยิ่งเพิ่มภาระหนี้ให้พอกพูนมากยิ่งขึ้น โดยพวกเขาหวังว่าจะทดแทนกันได้กับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น

เมื่ออเมริกัน'หักบัตรเครดิตทิ้ง'

ทว่าในอีก 6 เดือนให้หลัง สามีของดอว์นก็ถูกให้ออกจากงาน

“เราเริ่มชำระหนี้บัตรเครดิตล่าช้าและหนี้ก็เริ่มพอกพูนมากขึ้น ฉันเกิดความวิตกจริตมากในช่วงนั้นว่า จะถึงขั้นต้องยื่นล้มละลายหรือไม่” ดอว์นกล่าว

ดอว์น ซึ่งเปิดเผยเพียงชื่อจริงและสงวนไว้ซึ่งนามสกุล ยังกล่าวกับรอยเตอร์ส ว่า ในห้วงชีวิตที่คับขันและเต็มไปด้วยความกังวล ดอว์นได้รับคำปรึกษาจากบริษัทที่ปรึกษาด้านบัตรเครดิต เทก ชาร์จ อเมริกา โดยช่วยเจรจาลดอัตราดอกเบี้ยและวางแผนการชำระเงินให้ ทำให้เธอสามารถจ่ายหนี้ได้ 2 ใน 3 ขณะที่ครอบครัวต้องระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด เพื่อให้มีเงินเหลือสำหรับของขวัญคริสต์มาสแก่ลูกๆ ทั้งสองคน และแน่นอนว่าไม่ใช่ของขวัญตามห้างหรูที่ใช้บัตรรูดซื้ออีกต่อไป

“ฉันรู้ดีว่าฉันจะไม่มีวันพึ่งบัตรเครดิตอีกต่อไป ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นและดีไปกว่าความหวังที่ว่า เราจะได้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้” ดอว์น กล่าว

ขณะที่รัฐบาลส่วนใหญ่ของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อลดงบประมาณรายจ่ายที่พองโต ผู้บริโภคอย่างดอว์นก็ได้ใช้เวลาใน 3 ปีที่ผ่านมานี้ รัดเข็มขัดตัวเองด้วยการจ่ายหนี้ ออมมากขึ้น และใช้จ่ายให้ลดลง

ทั้งนี้หนี้ภาคครัวเรือนสหรัฐขยายตัวขึ้นไปถึง 135% ของรายได้ในปี 2007 หรือในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มตกต่ำ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุด ก่อนที่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนจะทยอยลดลงจนเหลือ 119.3% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งบรรดานักเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า การจะลดหนี้ให้สุขภาพการเงินกลับมาอยู่ในระดับที่ดีได้นั้นเป็นเรื่องยาก ตราบใดที่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐยังพึ่งพาการใช้จ่ายของภาคประชาชนอยู่มาก

หากย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 2000s ยังคงเป็นยุคที่แสนหวานของผู้บริโภคอเมริกัน การได้มาและใช้บัตรเครดิตเป็นเรื่องที่แสนง่าย และราคาบ้านที่เติบโตอย่างรวดเร็วก็เป็นช่องทางเพิ่มรายได้ของบรรดานักลงทุน รายย่อย แต่เมื่อฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกตัว ผู้บริโภคก็ถูกทิ้งให้อยู่กับกองหนี้มหาศาล

จากข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐ อัตราส่วนหนี้ภาคครัวเรือนซึ่งเป็นดัชนีวัดการจ่ายหนี้ต่อรายได้ ลดลงมาอยู่ที่ 16.4 ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1994 จากที่เคยพุ่งแตะระดับสูงสุด 18.9 ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 1997 ในช่วงฟองสบู่บ้านแตกตัว นับเป็นสัญญาณดีอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่าชาวอเมริกันตระหนักถึงปัญหาของหนี้ มากขึ้น และพยายามที่จะลดหนี้และการก่อหนี้ลง

การระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายหรือว่าวินัยการเงิน ซึ่งต้องแลกมาด้วยปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่นั้น ยังเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากภาวะถดถอยนั้นจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก

เมื่ออเมริกัน'หักบัตรเครดิตทิ้ง'

ตัวเลขการใช้จ่ายของภาคประชาชนขยายตัวลงได้น้อยกว่าช่วงปกติมาก แม้ว่าจะอยู่ในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำสุดขีดก็ตาม และด้วยความที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนมหาศาลถึง 2 ใน 3 ของระบบเศรษฐกิจอเมริกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเกิดความกังวลกันมากขึ้นว่า สหรัฐจะหวนกลับไปสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง และทำให้รัฐบาลต้องดำเนินความพยายามมากขึ้นเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนอีกครั้ง

ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จึงได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งล่าสุดไปในสัปดาห์นี้ โดยหวังว่าจะช่วยให้ผู้บริโภคมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นเพื่อจับจ่ายใช้สอย ทว่าก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนนักว่าชาวอเมริกันที่มีบทเรียนอย่างเจ็บปวดมาแล้ว จะเลือกนำเงินที่เหลือมากขึ้นจากการจ่ายภาษีที่ลดลงไปช็อปปิ้ง หรือไปจ่ายหนี้บัตรเครดิตที่คงค้าง

นักเศรษฐศาสตร์บางรายมองว่า การจะทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคกลับมาขยายตัวในระดับที่ดีอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า พวกเขาจะได้งานทำอีกครั้งภายใน 6 เดือน ซึ่งจะทำให้พวกเขากล้าใช้จ่ายเงินที่มี หรือเรียกว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ดูจะสวนทางกับตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐที่ลดลงจนถึงเกือบระดับต่ำสุดในรอบ 30 ปี จากการสำรวจร่วมกันระหว่างรอยเตอร์สและมหาวิทยาลัยมิชิแกน

นอกจากความเชื่อมั่นในงานแล้ว ผู้บริโภคก็ยังต้องการความเชื่อมั่นที่สะท้อนผ่านการฟื้นตัวในตลาดหุ้นด้วย ขณะที่สถานการณ์ของบรรดาห้างค้าปลีกก็มีทั้งขาขึ้นและขาลงผสมผสานกัน

ห้างแซกส์และนอร์ดสตรอม มียอดขายเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเดือน ส.ค. สวนทางกับเจซี เพนนี และโคห์ล คอร์ป ที่ลดลง

นักวิเคราะห์มองว่าอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันจะหันกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง ซึ่งก็ไม่ต่างจากสมัยวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ The Great Depression เมื่อช่วงปี 1930s ซึ่งได้เปลี่ยนพฤติกรรมชาวอเมริกันจาก “นักช็อป” ไปเป็น “นักออม”

“จนกว่าประชาชนจะเชื่อมั่นในอนาคตมากขึ้นกว่านี้ คงไม่มีทางที่พวกเขาจะเลือกทางเดินที่สุ่มเสี่ยงในระยะยาวต่อตัวเองและครอบครัวในความคิดของผม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นไปในระยะยาวทีเดียว และครอบคลุมผู้บริโภคส่วนมากด้วย” มาร์ค โคล รองประธานบริหารของบริษัท เครดอบิลิตีองค์กรไม่แสวงผลกำไรในด้านการศึกษาและที่ปรึกษาเครดิต กล่าว

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69