
สหรัฐ-อังกฤษตื่นโรคอ้วนลามหนัก
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพเตือนประชาชน
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพเตือนประชาชนในสหรัฐและอังกฤษเกินครึ่งจะป่วยเป็นโรคอ้วนภายในปี 2573ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐ รายงานตัวเลขที่น่าตกใจว่า ประเทศสหรัฐและอังกฤษนั้นมีประชากรป่วยเป็นโรคอ้วนมากที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (โออีซีดี) โดยในปัจจุบัน ผู้ชาย 32% และผู้หญิง 35% ในสหรัฐป่วยเป็นโรคอ้วน ในส่วนของประเทศอังกฤษ พบว่า 26% ของทั้งผู้ชายและผู้หญิงป่วยเป็นโรคดังกล่าว
อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากผู้คนจำนวนมากยังคงมีพฤติกรรมการกินที่ผิดๆ และมีพฤติกรรมเกียจคร้านในการออกกำลังกาย
ทั้งนี้ โรคอ้วนนับว่าเป็นโรคที่อันตรายอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคความดันโลหิตสูง โดยผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยว่า โรคอ้วนกำลังแซงหน้าสารเสพติดประเภทยาสูบขึ้นแท่นเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของโรคไม่ติดต่อที่ป้องกันได้
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังพบว่า ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน โดยชาวเนเธอร์แลนด์ 1 ใน 10 คนนั้นเป็นโรคอ้วน ทางด้านออสเตรเลียก็มีสถิติคนป่วยเป็นโรคอ้วนสูง โดยพบว่าประชาชน 1 ใน 4 ป่วยเป็นโรคนี้
โรคอ้วนไม่ได้เป็นภัยต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพของภาครัฐอีกด้วย ในแต่ละปี รัฐบาลของหลายประเทศต้องเสียเงินราว 2-6% ของงบประมาณทางด้านสุขภาพทั้งหมดไปกับการรักษาโรคอ้วน ในส่วนของรัฐบาลสหรัฐนั้นใช้เงินราว 6.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) ต่อปี ในการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคอ้วนและโรคอื่นๆ ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคอ้วน
ผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ หันมามุ่งแก้วิกฤตนี้อย่างเร่งด่วน โดยเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีจากอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อีกทั้งเสนอให้ภาครัฐคุมเข้มการโฆษณาอาหารต่างๆ







