posttoday
เรื่องดีๆของน้ำถั่วเหลือง(ตอนจบ)

เรื่องดีๆของน้ำถั่วเหลือง(ตอนจบ)

21 สิงหาคม 2554

การรับประทานน้ำเต้าหู้ของชาวจีนก็มีด้วยกันหลากหลายวิธี เช่น ชนิดที่ทานโดยไม่เติมเครื่องปรุงรสใดๆ

การรับประทานน้ำเต้าหู้ของชาวจีนก็มีด้วยกันหลากหลายวิธี เช่น ชนิดที่ทานโดยไม่เติมเครื่องปรุงรสใดๆ

เรียกว่าเป็น “น้ำเต้าหู้สูตรดั้งเดิม” ชนิดที่มีการเติมน้ำตาล เรียกว่าเป็น “น้ำเต้าหู้สูตรหวาน” ชนิดที่มีการเติมซีอิ๊วหรือเกลือ เรียกว่าเป็น “น้ำเต้าหู้สูตรเค็ม” หรือชนิดที่เติมน้ำส้มสายชู เรียกว่าเป็น “น้ำเต้าหู้สูตรเปรี้ยว” โดยทั่วไปมักดื่มแบบร้อนๆ แต่ก็มีบางพื้นที่ที่นิยมดื่มน้ำเต้าหู้แบบแช่เย็นอย่างเช่นในฮ่องกง

ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าเห็นว่าการดื่มน้ำเต้าหู้เป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอะไร เพราะหากดื่มไม่ถูกที่ถูกเวลา ของที่ใครๆ ว่าดี ก็อาจนำภัยมาสู่ร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ข้อจำกัดในการดื่มน้ำเต้าหู้ว่ามีอะไรบ้าง

ไม่ควรดื่มขณะท้องว่าง เนื่องจากโปรตีนที่อยู่ในน้ำเต้าหู้จะแปรสภาพเป็นพลังงานความร้อนและถูกย่อยสลายไป ทำให้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ การดื่มน้ำเต้าหู้พร้อมกับการทานอาหารจำพวกแป้งจะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมโปรตีนในน้ำเต้าหู้ไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ดี

เรื่องดีๆของน้ำถั่วเหลือง(ตอนจบ)

ไม่ควรใส่น้ำตาลทรายแดง เนื่องจากมีกรดอินทรีย์ เช่น กรดน้ำส้ม กรดนม ฯลฯ ในปริมาณสูง กรดเหล่านี้จะไปจับตัวกับโปรตีนและแคลเซียมที่อยู่ในน้ำเต้าหู้ กลายสภาพเป็นตะกอน นอกจากจะทำลายคุณค่าทางโภชนาการของน้ำเต้าหู้แล้ว ร่างกายยังไม่สามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้งานได้อีกด้วย

ไม่ควรดื่มในปริมาณมากเกินไป เพราะอาจเกิดอาการย่อยสลายโปรตีนบกพร่อง ก่อให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเสีย

ควรต้มน้ำเต้าหู้ให้เดือดอย่างทั่วถึง เนื่องจากในน้ำเต้าหู้มีสารซาโพนีน หากต้มไม่เดือดเต็มที่แล้วนำไปบริโภค จะก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนและท้องเสีย

ไม่ควรใส่ไข่ไก่ลงในน้ำเต้าหู้ หลายคนคิดว่าการตอกไข่ไก่ลงในน้ำเต้าหู้ จะช่วยเพิ่มสารอาหารให้แก่ร่างกาย ที่จริงแล้วเป็นความคิดที่ผิด เนื่องจากไข่ขาวจะจับตัวกับเอนไซม์โปรตีนในน้ำเต้าหู้ กลายเป็นสารอาหารที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ลำบาก ส่งผลให้สูญเสียคุณค่าทางอาหารที่อยู่ในน้ำเต้าหู้และไข่ไก่

ถึงแม้ว่าน้ำเต้าหู้จะเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด แต่ของดีที่ว่านี้ ใช่ว่าจะเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย เราลองไปดูกันว่าคนกลุ่มใดบ้างที่ไม่ควรดื่มน้ำเต้าหู้

คนที่มีอาการกระเพาะอาหารอักเสบอย่างเฉียบพลันและกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง ไม่ควรบริโภคผลิตภัณฑ์จากถั่วทุกชนิด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งน้ำออกมามากจนระคายกระเพาะมากขึ้น

ในน้ำเต้าหู้มีสารโอลิโกแซ็กคาไรด์ในปริมาณหนึ่ง น้ำตาลที่ว่านี้จะก่อให้เกิดอาการท้องอืด ดังนั้น ผู้ที่กระเพาะเป็นแผลไม่ควรดื่มอย่างยิ่ง และด้วยความที่อุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งมีประโยชน์ในการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่า จึงเป็นการเพิ่มภาระให้แก่การทำงานของไต ดังนั้นผู้ที่อยู่ในภาวะไตเสื่อม จึงไม่ควรดื่มเช่นกัน

กรดออกซาเลตในน้ำเต้าหู้จะรวมตัวกับแคลเซียมที่อยู่ในไต ง่ายต่อการจับตัวเป็นหินปูน ก่อให้เกิดอาการนิ่วในไต ดังนั้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าว จึงไม่ควรดื่มเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเกาต์ ซึ่งเกิดจากความบกพร่องของการสร้างสารพิวรีน ไม่เหมาะที่จะดื่มน้ำเต้าหู้ เนื่องจากในน้ำเต้าหู้อุดมไปด้วยสารดังกล่าว และถือเป็นผลิตภัณฑ์ถั่วที่มีส่วนประกอบของพิวรีนมากกว่าถั่วชนิดอื่นหลายเท่า

สำหรับเด็กที่มีอาการโลหิตจางและต้องการเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย ควรดื่มน้ำเต้าหู้ในปริมาณน้อย เนื่องจากโปรตีนที่อยู่ในน้ำเต้าหู้จะเป็นอุปสรรคต่อการดูดซึมธาตุเหล็กไปหล่อเลี้ยงร่างกาย นั่นหมายความว่า หากทานอาหารที่ช่วยเพิ่มธาตุเหล็กพร้อมๆ กับการดื่มน้ำเต้าหู้ จะทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กไม่ดี จึงไม่ได้ช่วยในการบำรุงเลือด

เคยมีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการระหว่างนมกับน้ำเต้าหู้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายต่างกันอย่างไร ผลการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า พลังงานและโปรตีนของเครื่องดื่มทั้งสองชนิดนี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่นมอาจด้อยกว่าน้ำเต้าหู้ตรงที่มีส่วนผสมที่เป็นไขมันสูงกว่า ราว 2 ใน 3 ส่วนของไขมันในนมเป็นกรดไขมันอิ่มตัว ทั้งยังมีคอเลสเตอรอลสูงกว่าด้วย ขณะที่กรดไขมันอิ่มตัวในน้ำเต้าหู้มีเพียง 1 ใน 3 ส่วนของไขมันเท่านั้น ทั้งยังไม่มีคอเลสเตอรอล น้ำตาลแล็กโทสที่อยู่ในนมวัวอาจก่อให้เกิดการย่อยที่ไม่ดี ขณะที่น้ำเต้าหู้ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นน้ำตาลแล็กโทสอยู่เลย แต่ข้อเสียเปรียบของน้ำเต้าหู้อยู่ที่มีปริมาณวิตามินบี 2 วิตามินดี และแคลเซียมน้อยกว่านมอย่างเห็นได้ชัด

เรื่องดีๆของน้ำถั่วเหลือง(ตอนจบ)

ร่างกายของชาวเอเชียกว่าร้อยละ 70 ไม่เหมาะแก่การดูดซึมน้ำตาลแล็กโทส ดังนั้นจึงปรากฏให้เห็นอาการแพ้นมทั้งๆ ที่ดื่มในปริมาณไม่มาก ผลการสำรวจของเทศบาลเมืองปักกิ่งพบว่าร้อยละ 40 ของชาวปักกิ่งไม่ดูดซึมน้ำตาลแล็กโทส ขณะที่ชาวกวางตุ้งถือเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถในการดูดซึมน้ำตาลแล็กโทสไปใช้ในร่างกายได้ดีที่สุดในประเทศ สารอาหารที่อยู่ในนมไม่สามารถยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้ ขณะที่น้ำเต้าหู้จะอุดมไปด้วยสารต้านมะเร็งมากถึง 5 ชนิด โดยเฉพาะสารไอโซเฟลโวนีส (ฮอร์โมนทางธรรมชาติ) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดมะเร็งนานาชนิด ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งลำไส้ใหญ่ ดังนั้น น้ำเต้าหู้จึงเหมาะสำหรับร่างกายของชาวเอเชียมากกว่านม

หลายคนอยากเป็นผู้มีสุขภาพดีจึงหันมาดื่มน้ำเต้าหู้ อาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ด้วยจังหวะชีวิตที่เร่งรีบและข้อจำกัดเรื่องเวลา ทำให้ไม่สามารถทำน้ำเต้าหู้สดดื่มเองได้ จึงต้องอาศัยการซื้อผงน้ำเต้าหู้สำเร็จรูปที่ไม่มีการรับประกันเรื่องคุณภาพอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ เครื่องทำน้ำเต้าหู้เครื่องแรกของโลก จึงถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1994 ภายใต้การคิดค้นของบรรดาหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง เครื่องดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า เครื่องทำน้ำเต้าหู้จิ่วหยาง สามารถบดถั่วเหลืองให้ละเอียด นำไปกรองแยกกาก ต้มจนสุก ทั้งยังมีระบบป้องกันน้ำเอ่อล้น ตัดไฟและเตือนอัตโนมัติ ใช้เวลาในการต้มไม่นาน น้ำเต้าหู้สดใหม่ก็เสิร์ฟอยู่บนโต๊ะในยามเช้า

ฟังอย่างนี้แล้ว คงต้องหันไปดื่มน้ำเต้าหู้เป็นประจำ เพื่อจะได้เป็นเจ้าของสุขภาพที่สมบูรณ์พูนสุขกับเขาเสียที!  

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน