
มาตรการปราบจลาจลผู้ดีโหดเกิน
นักสิทธิมนุษยชนหวั่นลุกลามคาเมรอนขอซูเปอร์คอปช่วย
นักสิทธิมนุษยชนหวั่นลุกลามคาเมรอนขอซูเปอร์คอปช่วย
กลุ่มสิทธิมนุษยชนโวยมาตรการคาเมรอนเข้มเกิน หวั่นสุมไฟความรุนแรง ด้านซูเปอร์คอปมะกันรับให้คำปรึกษา
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กลุ่มลิเบอร์ตีหรือกลุ่มรักษาสิทธิมนุษยชนของอังกฤษ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับมาตรการปราบจลาจลของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน แห่งอังกฤษ ที่รุนแรงเกิดไปอาจส่งร้ายมากกว่าผลดี
“เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า การจลาจลครั้งร้ายแรงที่เกิดขึ้น ต้องการมาตรการแก้ไขที่เด็ดขาด แต่หากเป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไป อาจเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนและอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกลุ่มวัยรุ่นมุสลิมแย่ลง” อิซาเบลลา แซนคีย์ ผู้อำนวยการด้านนโยบายของกลุ่มลิเบอร์ตี กล่าว
ทั้งนี้ มาตรการปราบจลาจลที่เดวิด คาเมรอน ได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หมายความรวมถึงการเพิ่มอำนาจให้กับตำรวจ ในการสั่งให้บุคคลผู้แสดงพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ จะต้องถอดหมวกคลุมหน้าออก หากถูกตรวจค้น ซึ่งอาจหมายความรวมถึงกลุ่มมุสลิมที่ต้องสวมผ้าคลุมตามความเชื่อทางศาสนา ทั้งแบบนิกอบหรือการคลุมเฉพาะใบหน้าและแบบบรุกา ที่ต้องคลุมทั้งร่างกาย
นอกจากนี้ ยังรวมถึงการสั่งปิดเครือข่ายโทรศัพท์และสังคมออนไลน์ชั่วคราว และการขับไล่ผู้ก่อเหตุจลาจล ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในโครงการเคหะของรัฐบาล พร้อมทั้งครอบครัวออกจากพื้นที่
คาเมรอน ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวบีบีซีว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุจลาจลเกิดขึ้นซ้ำอีก
“เพราะพวกคุณเผาทำลายเมือง พวกคุณก็ควรจะสูญเสียสิทธิที่จะอยู่อาศัยในการเคหะของรัฐบาลที่ประชาชนผู้เดือดร้อนเสียภาษีให้” คาเมรอน กล่าว
ทั้งนี้ มีชาวอังกฤษมากกว่า 10 ล้านคน พักอาศัยอยู่ในการเคหะของรัฐบาลทั้งในแบบราคาที่ถูกลงและไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน แห่งอังกฤษ กล่าวว่า ได้ติดต่อขอคำปรึกษาจาก วิลเลียม แเบรตตัน อดีตผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์ก ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการปราบจลาจลของสหรัฐ เพื่อหาแนวทางจัดการกับผู้ก่อเหตุจลาจล ซึ่งแบรตตันมีกำหนดการที่จะเดินทางมาเข้าพบคาเมรอนในเดือนหน้า
ตามรายงานระบุว่า แบรตตันจะให้คำปรึกษาจากประสบการณ์ส่วนตัวโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด แต่แบรตตันก็หวังว่าอาจจะได้รับค่าคำปรึกษาในอนาคต
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจได้จับกุมผู้ก่อการจลาจลแล้ว 1,700 คน และแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว 700 คน โดยแบรตตัน เห็นว่า รัฐบาลอังกฤษไม่ควรใช้แต่วิธีการเข้าจับกุม เพื่อจัดการกับปัญหาจลาจลอย่างเดียว โดยตำรวจอังกฤษควรที่จะมุ่งจัดการกระแสตึงเครียดระหว่างเชื้อชาติ ด้วยการทำงานร่วมกับหัวหน้าชุมชนและกลุ่มสิทธิของพลเมือง ประกอบกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ เพื่อทำการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของกลุ่มอาชญากร
ทั้งนี้ วิลเลียม แบรตตัน ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งบอสตันเมื่อปี 2534 นับตั้งแต่นั้นมา สถิติคดีฆาตกรรมในพื้นที่ลดลงจาก 153 คดี มาอยู่ที่ 35 คดีได้ในปี 2541







