posttoday
เงินทองกับความรัก

เงินทองกับความรัก

24 กรกฎาคม 2554

“ผมไม่มีรถ ไม่มีบ้าน ไม่มีเงินฝาก ไม่มีแหวนแต่งงาน มีเพียงหัวใจดวงเดียวที่พร้อมจะเดินเคียงข้างคุณในยามแก่เฒ่า

“ผมไม่มีรถ ไม่มีบ้าน ไม่มีเงินฝาก ไม่มีแหวนแต่งงาน มีเพียงหัวใจดวงเดียวที่พร้อมจะเดินเคียงข้างคุณในยามแก่เฒ่า

หากคุณเดินไม่ไหว ผมจะคอยเป็นไม้เท้าให้คุณ ไม่ก็แบกคุณไว้บนหลัง หากฟันคุณร่อยหรอ ผมจะคอยเคี้ยวอาหารจนละเอียดแล้วป้อนคุณ ผมจะตายหลังจากที่คุณลาลับโลกนี้ไปแล้ว เพราะการปล่อยให้คุณอยู่บนโลกนี้เพียงลำพัง ต่อให้ผมตายไปเป็นผี ก็ไม่มีวันวางใจ”

คำสารภาพรักข้างต้นเป็นความในใจของ หลิวอี้หยาง พระเอกที่มีต่อ ถงเจียเชี่ยน นางเอกในละครซีรีส์แนวดรามาเรื่อง “ยุคแห่งการแต่งงานแบบตัวเปล่าเล่าเปลือย” ซึ่งกำลังได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศจีนขณะนี้ จนกลายเป็นหัวข้อสนทนายามว่างของคนทุกเพศทุกวัย ละครเรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มสาวที่ตั้งอยู่บนความว่างเปล่านานัปการ สิ่งเดียวที่พวกเขามี ก็คือ ความรักที่ฟูมฟักกันมานานนับ 8 ปี กระทั่งฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ เขาและเธอจึงตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความพร้อมทางด้านวัตถุแต่อย่างใด ปรากฏการณ์ดังกล่าว กำลังกลายเป็นกระแสสังคมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่หนุ่มสาวชาวจีนที่กำลังตัดสินใจจะใช้ชีวิตคู่ ถือเป็นแนวคิดที่ฉีกแนวจากขนบธรรมเนียมประเพณีการแต่งงานแบบดั้งเดิม ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายมาเป็นการแต่งงานแบบไร้พิธีรีตอง

 

เงินทองกับความรัก

“การแต่งงานแบบตัวเปล่าเล่าเปลือย” หรือเรียกกันในภาษาจีนว่า “หลั่วฮุน” นั้น เป็นศัพท์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่สารบบในอินเทอร์เน็ตจีนราวปี ค.ศ. 2008 มีคำจำกัดความที่ฟังเข้าใจง่ายๆ ว่า การแต่งงานโดยไม่มีบ้าน ไม่มีรถ ไม่มีแหวน ไม่จัดงาน ไม่มีการฮันนีมูน แค่จดทะเบียนสมรสก็ใช้ชีวิตคู่เฉกเช่นคู่รักอื่นๆ ที่ผ่านการจัดงานแต่งงานได้แล้ว ถือเป็นศัพท์ที่เกิดขึ้นจากพื้นเพทางสังคมที่หนุ่มสาวชาวจีนต้องแบกรับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่หนักหน่วง และดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน

รูปแบบการแต่งงานเช่นนี้กำลังมาแรงในสังคมจีนยุคปัจจุบัน ซึ่งแพร่หลายมากในกลุ่มคนที่มีอายุราว 20–35 ปี โดยมากมักเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีการศึกษาและรายได้สูง ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในบริษัทที่มีฐานะทางการเงินมั่นคง ในสายตาของพวกเขาแล้ว เรื่องใหญ่ในชีวิตอย่างการแต่งงาน กลับไม่มีอะไรมากไปกว่าการจดทะเบียนสมรสและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ก้าวผ่านวันเวลาไปอย่างไร้พันธนาการ ถึงกับมีการสร้างกระแสให้เกิดการแต่งงานในลักษณะดังกล่าวกันอย่างแพร่หลายในสังคมเสียด้วยซ้ำ

ถ้าจะมองสังคมจีนจากสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะพบว่า แนวคิดเรื่องการแต่งงานของชาวจีนยุคใหม่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง คนยุคนี้ให้ความสำคัญกับ “อิสรภาพ” และ “ความเป็นเอกเทศ” เป็นอย่างมาก ผลการสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 80 ของหนุ่มจีนในวัยดังกล่าว สนับสนุนการแต่งงานในลักษณะเช่นนี้ ขณะที่ร้อยละ 70 ของสาวจีนกลับคิดว่า การเลือกใช้ชีวิตกับคู่ครองที่เข้าข่ายดังกล่าว จะทำให้ชีวิตครอบครัวขาดความมั่นคง ซึ่งก็เป็นคำตอบที่พอจะคาดเดาได้อยู่ เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว แรงกดดันที่มีต่อฝ่ายชายในฐานะหัวหน้าครอบครัวย่อมมีมากกว่าฝ่ายหญิงอยู่มากโข หากสามารถขจัดค่าใช้จ่ายระหว่างกระบวนการแต่งงานไปได้ พวกเขาคงรู้สึกโล่งสบายและไร้กังวล

แน่นอนว่า การอาศัยอยู่ในสังคมที่มีประชากรนับพันล้านคน ย่อมส่งผลให้หนุ่มสาวชาวจีนต้องแบกรับแรงกดดันนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้านการงาน ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ราคาสินค้าในท้องตลาดที่นับวันจะถีบตัวสูงขึ้น ยิ่งในรายที่คิดจะแต่งงาน ก็ต้องหาหลักประกันให้แก่บุตรธิดา นี่ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายจิปาถะในการจัดงานอย่างค่าชุดแต่งงาน ค่าแหวน ค่าจัดงานเลี้ยง ค่าเดินทางไปฮันนีมูน ฯลฯ เรียกว่าเป็นรายจ่ายที่ต้องไหลออกจากกระเป๋าทั้งสิ้น ถือเป็นภาระหนักอึ้งสำหรับคนที่เพิ่งเข้าสู่วัยทำงานและไม่ปรารถนาจะพึ่งพาพ่อแม่ไปตลอดชีวิต แค่ฟังก็รู้สึกเครียดแทนแล้ว นับประสาอะไรกับการเกิดเป็นหนุ่มสาวชาวจีนที่ต้องโลดแล่นอยู่ในสภาพสังคมเช่นนี้

 

เงินทองกับความรัก

หลายปีมานี้ คำว่า “แต่งเมียละเหี่ยใจ” กลายเป็นปัญหาที่คอยรุมเร้าบรรดาหนุ่มจีน โดยเฉพาะในยุคที่สังคมพัฒนาไปสู่ความเจริญอย่างไม่หยุดยั้ง การจัดงานแต่งงานเริ่มถูกมองว่าเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยในชีวิต ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ แต่ยามใดที่วางแผนจะสร้างครอบครัว ย่อมต้องผ่านด่านการเตรียมพร้อมทางด้านวัตถุ บางทีความรักที่ว่าสวยงามอาจพังทลายลงได้ หากต้องอยู่อย่างกัดก้อนเกลือกิน ปัญหาอื่นๆ ก็จะเกิดตามมาเป็นหางว่าว ความรักแตกต่างจากการแต่งงาน อย่างแรกต้องการเพียงความรู้สึก ขณะที่อย่างหลังต้องตั้งอยู่บนหลักเหตุผล ช่วงที่มีความรัก ชีวิตจะโรแมนติกขนาดไหนก็ไม่มีใครว่า แต่วันใดที่ก้าวสู่ประตูวิวาห์ ชีวิตก็กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง จะใช้ชีวิตแบบขอไปที คงไม่ได้อย่างแน่นอน

ความจริงที่น่ายินดีก็คือ พัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศจีนเป็นไปอย่างรวดเร็วมากในช่วง 30 ปีมานี้ แต่ผลพวงที่ตามมาก็คือ ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ถีบตัวสูงขึ้นจนรัฐบาลถึงกับต้องหามาตรการรองรับ ไม่ปล่อยให้ราคาสูงจนผู้บริโภคซื้อไม่ไหว บางทีเงินที่หามาได้ทั้งชาติอาจไม่เพียงพอสำหรับการซื้อบ้านที่มีราคาแพงหูฉีกเสียด้วยซ้ำ การครอบครองบ้านกลายเป็นปัญหาหนักอกหนักใจของชาวจีนจำนวนมาก ยิ่งอาศัยอยู่ในเมืองชั้นนำของประเทศมากเท่าใด แรงกดดันทางจิตใจก็มากเป็นทวีคูณ เพราะเกณฑ์อย่างหนึ่งของการเลือกคู่ครองในหมู่สตรีจีนที่นับวันจะมีสัดส่วนน้อยกว่าผู้ชายก็คือ บ้าน เมื่อไม่มีบ้าน ชีวิตคู่ก็ย่อมไม่บังเกิด การแต่งงานแบบตัวเปล่าเล่าเปลือยจึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับหนุ่มสาวจีนที่รักกันแต่ขาดทุนทรัพย์

กลุ่มคนที่สนับสนุนการแต่งงานแบบตัวเปล่าเล่าเปลือยแสดงทัศนะเกี่ยวกับการแต่งงานไว้ว่า ความรักรุ่นปู่ย่า ตายาย เรื่อยมาจนถึงรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็เริ่มจากการไม่มีอะไร จากนั้น ก็สร้างตัวด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน แต่ก็ยังสามารถครองรักกันจนแก่จนเฒ่า เป็นความเข้าใจที่ถูกครึ่งไม่ถูกครึ่ง อย่าลืมว่าสภาพสังคมในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกัน จะมีผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงสักกี่คนที่เห็นด้วยกับการแต่งงานในลักษณะดังกล่าว และพร้อมที่จะยกแก้วตาดวงใจไปอยู่ในมือของชายหนุ่มที่ไม่มีความมั่นคงทางการเงิน แต่ถ้าหากหนุ่มสาวที่สนับสนุนแนวคิดเช่นนี้ จะนำชีวิตรักของคนรุ่นก่อนมาเป็นกำลังใจให้ตัวเอง ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดอะไร

เคยมีคนบอกว่า “การแต่งงานเป็นสุสานฝังความรัก” แต่ก็มีที่เห็นต่างว่า “ความรักที่ไม่ได้จบลงด้วยการแต่งงานเปรียบเหมือนสุสานฝังคนทั้งเป็น” มุมมองความรักของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปตามสิ่งที่ได้พบเจอ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนปรารถนาร่วมกันก็คือ ชีวิตคู่ที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ

ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานในรูปแบบใด ขอเพียงคนทั้งคู่พร้อมที่จะให้เกียรติและให้อภัยแก่กันและกัน ชีวิตรักของพวกเขาก็จะยืนยาวตราบนานเท่านาน

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน