posttoday
วิกฤตหนี้ยุโรปเริ่มสดใส อียูไฟเขียวปล่อยกู้หนี้

วิกฤตหนี้ยุโรปเริ่มสดใส อียูไฟเขียวปล่อยกู้หนี้

24 กรกฎาคม 2554

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นสัปดาห์สำคัญที่หลายฝ่ายจับตามองการประชุมสุดยอดของบรรดาผู้นำกลุ่มยูโรโซนที่มีขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นสัปดาห์สำคัญที่หลายฝ่ายจับตามองการประชุมสุดยอดของบรรดาผู้นำกลุ่มยูโรโซนที่มีขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์

ของเบลเยียม เพราะถือเป็นการประชุมที่สามารถชี้ชะตาตัดสินอนาคตของกรีซและชาติยุโรป ในการหาข้อสรุปถึงรายละเอียดแผนการช่วยเหลือกรีซระลอก 2 เพื่อคลายความกังวลของนักลงทุนและสกัดหนี้ไม่ให้ลุกลามไปยังสเปน และอิตาลี อีกด้วย

สเตรสเทสต์แบงก์ยุโรปไร้ประสิทธิภาพ ตลาดยังไม่หายวิตก

เมื่อสำนักงานธนาคารยุโรปออกมาเปิดเผยผลทดสอบความแข็งแกร่ง (สเตรสเทสต์) ของแบงก์ยุโรปว่ามีเพียง 8 ธนาคารขนาดเล็กในกลุ่มยูโรโซนเท่านั้นที่ตกผลทดสอบ ซึ่งถือว่าผิดโผจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะต้องมีถึง 915 แห่งกลุ่มธนาคารที่จะไม่ผ่านการทดสอบนี้

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าบททดสอบดังกล่าวไม่เข้มงวดพอ เหตุเพราะไม่ได้มีการตั้งสมมติฐานต่อกรณีที่สถานการณ์ในกรีซย่ำแย่ถึงขีดสุดและกลายสภาพเป็นหนี้เสีย ผลทดสอบดังกล่าว จึงส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ทั่วยุโรปยังคงดิ่งเหวต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง

วิกฤตหนี้ยุโรปเริ่มสดใส อียูไฟเขียวปล่อยกู้หนี้

นอกจากนั้น ยังพบว่ามีอีก 16 ธนาคารที่เกือบจะไม่ผ่านการทดสอบ โดยกระแสเงินทุนของธนาคารเหล่านี้จะลดลงไปอยู่ในระดับต่ำกว่า 5%

จากผลการทดสอบที่ออกมานั้นยังระบุด้วยว่า ธนาคารรายใหญ่ของยุโรปยังอาจจะต้องการเงินทุนเพิ่มอีกราว 2.3 หมื่นล้านยูโร หากกรีซ หรือไอร์แลนด์ หรือโปรตุเกสต้องกลายเป็นหนี้เสีย แต่ถ้าหากรวมเอาสเปน และอิตาลีเข้าไปด้วย ธนาคารรายใหญ่เหล่านี้ก็จะต้องการเงินทุนเพิ่มไปถึง 6.1 หมื่นล้านยูโรทีเดียว

ความล้มเหลวของยุโรปในการทดสอบความแข็งแกร่งธนาคารในครั้งนี้อาจจะยิ่งทำให้กระแสความวิตกกังวลแพร่ไปยังอิตาลีเร็วขึ้นว่าอาจจะต้องได้รับเงินช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟเป็นรายต่อไป เนื่องจากมีหนี้สาธารณะสูงถึง 120% ของจีดีพีอีกด้วย

ถกแผนช่วยกรีซสำเร็จ อียูไฟเขียวให้กู้รอบสอง สกัดหนี้ลาม

หลังจากที่ตั้งตารอคอยกันทั้งสัปดาห์ ในที่สุด กลุ่มประเทศยุโรปก็ได้ข้อบรรลุข้อตกลงเรื่องแผนการช่วยเหลือหนี้ของกรีซ ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปที่มีขึ้นในวันที่ 21 ก.ค. ที่กรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยียม

โดยข้อสรุปดังกล่าวเริ่มส่งสัญญาณดีมาตั้งแต่ก่อนหน้าการประชุมเพียง 1 วัน เมื่ออังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ได้เปิดการหารือกับประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี แห่งฝรั่งเศส และเห็นพ้องร่วมกันที่จะปล่อยให้กรีซกลายเป็นหนี้เสียชั่วคราวอันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จะเข้าซื้อคืนพันธบัตรกรีซเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตหนี้ยุโรปลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ

หลังจากนั้น ผู้นำประเทศสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ได้ประกาศบรรลุข้อตกลงร่วมกันอนุมัติเงินช่วยเหลือหนี้กรีซรอบสองจำนวน 1.59 แสนล้านยูโร (ราว 6.84 ล้านล้านบาท) โดยในจำนวนนี้ได้จากอียูและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) 1.09 แสนล้านยูโร (ราว 4.69 ล้านล้านบาท) รวมกับของภาคธนาคารพาณิชย์อีก 5 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.15 ล้านล้านบาท) โดยจะเปลี่ยนจากการถือครองพันธบัตรที่มีกำหนดชำระในปี 2563 มาเป็นพันธบัตรใหม่ที่มีกำหนดชำระอีก 30 ปี ด้วยความสมัครใจ ภายใต้การรับประกันจากรัฐบาล

พร้อมกันนี้ ได้ตกลงยืดระยะเวลาการชำระเงินคืนจาก 7 ปีครึ่งเป็นระหว่าง 1530 ปี พร้อมทั้งลดอัตราดอกเบี้ยจาก 4.5% มาอยู่ที่ 3.5% อีกด้วย

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ผู้นำในกลุ่มอียูเชื่อว่ามาตรการที่กำหนดจะช่วยให้กรีซสามารถลดหนี้ลง 2.6 หมื่นล้านยูโร หรือคิดเป็น 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภายในปี 2557

นอกจากนี้ ข้อตกลงของอียูยังครอบคลุมถึงทุนสำรองสำหรับวิกฤตหนี้ยูโรโซน โดยยินยอมช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้สาธารณะด้วยการซื้อคืนพันธบัตรของประเทศนั้นๆ ในราคาถูก พร้อมให้เงินช่วยเหลือภาคธนาคาร

ทั้งนี้ ภายหลังจากการอนุมัติเงินช่วยเหลือ ส่งผลให้บรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวมยุโรปผ่อนคลายมากขึ้น โดยหุ้นในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งดัชนีหลักที่เพิ่มขึ้นอยู่ในส่วนของภาคธนาคาร คือคอมเมิร์ซแบงก์ขึ้น 1.1% ดัตช์แบงก์ขึ้น 1.3% และอิตาลี ยูนิเครดิต ขึ้น 0.5%

บริษัทจัดอันดับแข็งขัน ขู่ลดอันดับจีน-สหรัฐ

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังหลายแห่งออกมาทำงานอย่างแข็งขัน

เริ่มต้นกันที่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังออกโรงติงระบบการจัดการของเอกชนในจีน 35 แห่งที่อยู่ในบัญชีต่างประเทศ ว่าไร้ธรรมาภิบาล และมีระบบการจัดการข้อมูลที่ไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้ผู้ถือหุ้นไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและมีคุณภาพเพียงพอที่จะตัดสินใจ อีกทั้งบริษัทจีนอาจเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกงได้

ทั้งนี้ ฟิทช์ ได้จัดอันดับเครดิตของบริษัทของจีนหลายแห่งให้อยู่ในกลุ่ม BB ลงไป หรือระดับเครดิตต่ำไม่เหมาะแก่การลงทุน

นอกจากนั้น ด้านสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ออกโรงเตือนสหรัฐเช่นกันว่าควรหาข้อยุติเรื่องเพดานหนี้ให้เร็วที่สุด เพราะถ้ายิ่งยืดเยื้อ จะยิ่งส่งผลลบต่อตลาดเศรษฐกิจโลกโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปที่กำลังเผชิญปัญหากับการขาดดุลงบประมาณในกรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ นอกจากนี้ ยังย้ำว่าหากสหรัฐไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดในวันที่ 2 ส.ค. บริษัทก็จะพิจารณาลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐภายใน 90 วันหลังผิดนัดชำระแน่นอน


 

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่