posttoday
"วัส ติงสมิตร" ชี้ช่องโหว่ลดโทษ ปมเล่าต๋า จี้กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำ

"วัส ติงสมิตร" ชี้ช่องโหว่ลดโทษ ปมเล่าต๋า จี้กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำ

19 สิงหาคม 2569

วัส ติงสมิตร วิเคราะห์ปมเล่าต๋าติดคุกไม่ถึง 10 ปี ชี้ช่องโหว่การเลื่อนชั้น อภัยโทษ และพักโทษ เสนอออกกฎหมายกำหนดโทษจำคุกจริงขั้นต่ำ

KEY

POINTS

  • นายวัส ติงสมิตร ชี้ช่องโหว่กฎหมายไทยที่ไม่มีการกำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำ ทำให้ผู้ต้องขังคดีร้ายแรงอย่างกรณี "เล่าต๋า" ได้รับการลดโทษหลายครั้งจนรับโทษจริงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
  • ระบบการลดโทษในปัจจุบันมีช่องโหว่ โดยให้น้ำหนักกับพฤติกรรมในเรือนจำและการอภัยโทษเป็นหลัก โดยอาจไม่ได้คำนึงถึงความร้ายแรงของคดีเดิมหรือความเสี่ยงต่อสังคมมากเพียงพอ
  • เสนอทางแก้ปัญหาโดยการออกกฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำสำหรับคดีร้ายแรง พร้อมปรับปรุงเกณฑ์การลดโทษให้สอดคล้องกับความรุนแรงของคดี และเพิ่มการประเมินความเสี่ยงจากหน่วยงานภายนอก

นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาและนักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก (คลิกอ่าน) วิเคราะห์กรณีของ “เล่าต๋า แสนลี่” ผู้ต้องโทษคดียาเสพติดรายใหญ่ ซึ่งรับโทษจำคุกจริงประมาณ 8 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ค้ารายย่อยอย่าง “แพท พาวเวอร์แพท” ที่ต้องรับโทษจำคุกมากกว่า 16 ปี โดยมองว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและช่องโหว่ของระบบบริหารโทษในประเทศไทย

นายวัสระบุว่า ประเด็นสำคัญประการแรก คือ ไทยยังไม่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาจำคุกจริงขั้นต่ำสำหรับผู้ต้องโทษในคดีร้ายแรง หรือผู้ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต ต่างจากบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ที่ศาลสามารถกำหนดช่วงเวลาขั้นต่ำก่อนผู้ต้องโทษจะมีสิทธิได้รับการลดหรือพักโทษ เพื่อให้การบังคับโทษสอดคล้องกับคำพิพากษาของศาล

 

เมื่อไทยไม่มีหลักเกณฑ์ดังกล่าว โทษจำคุกตลอดชีวิตจึงสามารถถูกลดทอนลงได้จากสิทธิประโยชน์ในระบบราชทัณฑ์ ทั้งการเลื่อนชั้นนักโทษ การพระราชทานอภัยโทษ และการพักการลงโทษ

อีกปัญหาหนึ่งคือระบบการเลื่อนชั้นนักโทษ ซึ่งนายวัสมองว่าให้น้ำหนักกับพฤติกรรมและวินัยภายในเรือนจำเป็นหลัก หากผู้ต้องขังไม่กระทำผิดวินัยและปฏิบัติตามกฎ ก็สามารถได้รับการเลื่อนชั้นจนมีโอกาสเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ดังกล่าวอาจไม่ได้ให้น้ำหนักกับความร้ายแรงของคดีเดิมหรือความเสี่ยงต่อสังคมมากเพียงพอ ทำให้ผู้ต้องโทษคดีร้ายแรงที่สามารถปฏิบัติตามระเบียบในเรือนจำได้รับสิทธิในระบบเช่นเดียวกับผู้ต้องขังคดีประเภทอื่น

นายวัสยังตั้งข้อสังเกตถึงผลจากการได้รับพระราชทานอภัยโทษหลายครั้ง โดยยกกรณีเล่าต๋าที่ได้รับการอภัยโทษถึง 6 ครั้งในช่วง 6 ปี ส่งผลให้ระยะเวลารับโทษลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ต้องขังสูงอายุ ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ได้รับการปล่อยตัวเร็วขึ้น

 

ในมุมของนายวัส สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่คำถามเรื่องความสมดุลระหว่าง “อำนาจตุลาการ” ที่กำหนดโทษตามความร้ายแรงของคดี กับ “อำนาจบริหารโทษ” ของฝ่ายราชทัณฑ์ ซึ่งมีอำนาจจัดชั้นนักโทษและดำเนินกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลดหรือพักโทษ

นายวัส มองว่า หากโทษที่ศาลกำหนดไว้ในระดับสูงถูกลดลงอย่างมาก อาจกระทบต่อวัตถุประสงค์ในการลงโทษเพื่อป้องปรามอาชญากรรม และทำให้เกิดคำถามต่อประสิทธิผลของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

นอกจากนี้ นายวัสระบุถึง ข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ภายใต้พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 โดยหากผู้ต้องขังมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์และไม่มีความผิดทางวินัย เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด มิฉะนั้นอาจถูกตั้งคำถามถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

พร้อมเสนอว่า ไทยควรมีกลไกประเมินความเสี่ยงก่อนปล่อยตัวที่เปิดให้องค์กรหรือผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามามีส่วนร่วม เช่น นักจิตวิทยา อัยการ และตำรวจ เพื่อพิจารณาความเสี่ยงของผู้ต้องขังเป็นรายบุคคล

สำหรับแนวทางแก้ไข นายวัสเสนอ ให้พิจารณาตรากฎหมายกำหนดโทษจำคุกจริงขั้นต่ำสำหรับคดีร้ายแรง แยกหลักเกณฑ์การลดโทษหรืออภัยโทษตามประเภทและความร้ายแรงของคดี รวมถึงเปิดให้องค์กรภายนอกเข้าร่วมประเมินความเสี่ยงก่อนปล่อยตัว เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการให้โอกาสผู้ต้องขังกับการคุ้มครองความปลอดภัยของสังคม

ข่าวล่าสุด

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์