
‘วัส’ เตือน ‘หมอสรณ’ นัดประชุม กสทช. เสี่ยงผิดอาญา ม.145
วัส ติงสมิตร ชี้หมอสรณไม่มีอำนาจเรียกประชุม กสทช. แล้ว เตือนเสี่ยงผิด ม.145 และกระทบความชอบด้วยกฎหมายของมติจาก 226 วาระที่ค้างอยู่
KEY
POINTS
- วัสชี้กรอบเวลา 7 วันในหนังสือเตือนเป็นเรื่องมาตรการบังคับทางปกครอง ไม่ใช่ช่วงเวลาที่อนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ
- ระบุกรรมการ กสทช. ที่เหลือ 6 คนสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการอ้างอำนาจประธานเสี่ยงผิดอาญา ม.145
- เตือนการประชุมที่เรียกโดยผู้ไม่มีอำนาจอาจกระทบความชอบด้วยกฎหมายของมติ และสร้างความไม่แน่นอนต่อผู้ประกอบการกับประชาชน
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์กรณี ศ.คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธาน โดยเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจที่ไม่มีฐานกฎหมายรองรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 ฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน
ข้อสังเกตดังกล่าวเกิดขึ้นหลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยนายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหาฯ ออกหนังสือด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ให้ ศ.คลินิก สรณ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ภายใน 7 วัน หากฝ่าฝืนจะใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ปรับบังคับการวันละ 50,000 บาท ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
คณะกรรมการสรรหาฯ ออกหนังสือหลังได้รับข้อร้องเรียนจาก ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. ว่า ศ.คลินิก สรณ ยังออกหนังสือเชิญประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 ในฐานะประธาน แม้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง และยืนยันว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ให้ถือว่าสละสิทธิเนื่องจากขาดคุณสมบัติชอบด้วยกฎหมาย
ชี้กรอบ 7 วันไม่ใช่อำนาจให้ทำหน้าที่ต่อ
นายวัสอธิบายว่า ต้องแยกกรอบเวลา 7 วันตามหนังสือเตือนออกจากสถานะและอำนาจในตำแหน่ง โดยเห็นว่าอำนาจของ ศ.คลินิก สรณ สิ้นสุดลงแล้วตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง การออกหนังสือเชิญประชุมจึงเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งที่ตนไม่มีอำนาจตั้งแต่วันที่ออกหนังสือ ไม่ต้องรอให้ครบกำหนด 7 วัน
นายวัสยังอ้างถึง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้กรรมการที่เหลือไม่น้อยกว่า 4 คนปฏิบัติหน้าที่ต่อได้เมื่อมีกรรมการพ้นจากตำแหน่ง พร้อมระบุว่า กสทช. ยังมีกรรมการที่ชอบด้วยกฎหมาย 6 คน จึงสามารถดำเนินงานและจัดประชุมต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องให้ ศ.คลินิก สรณ ใช้อำนาจประธานเรียกประชุม
ตั้งข้อสังเกต ม.145 ต่างจาก ม.157
ในประเด็นความรับผิดทางอาญา นายวัสเห็นว่า ไม่ควรพิจารณาเฉพาะมาตรการปรับวันละ 50,000 บาท แต่ต้องพิจารณาสถานะของผู้ใช้อำนาจด้วย
สำหรับมาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นายวัสระบุว่าอาจมีข้อโต้แย้ง เพราะผู้กระทำต้องมีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน หากถือว่า ศ.คลินิก สรณ พ้นจากตำแหน่งแล้ว อาจไม่เข้าองค์ประกอบดังกล่าว เว้นแต่ศาลจะพิจารณาแนวทางเกี่ยวกับเจ้าพนักงานผู้ยึดถือตำแหน่ง หรือ De facto officer
ส่วนมาตรา 145 นายวัสเห็นว่า หาก ศ.คลินิก สรณ มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดาแล้ว แต่ยังออกหนังสือเชิญประชุมหรือนั่งทำหน้าที่ประธาน อาจเข้าข่ายแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน โดยระบุว่าฐานความผิดนี้มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เตือนผลต่อมติและ 226 วาระค้างพิจารณา
นายวัสเตือนว่า การเรียกประชุมโดยผู้ไม่มีอำนาจอาจกระทบความชอบด้วยกฎหมายของมติที่เกิดขึ้นจากการพิจารณา 226 วาระที่ค้างอยู่ และเปิดทางให้มีการฟ้องเพิกถอน สร้างความไม่แน่นอนแก่ผู้ประกอบการและประชาชนในอุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคม
นายวัสมองว่า ประเด็นนี้เป็นบททดสอบหลักนิติรัฐ โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายต่อบุคคลที่ยังใช้อำนาจรัฐภายหลังศาลมีคำพิพากษาเกี่ยวกับสถานะของตน
ทั้งนี้ ข้อสังเกตเรื่องความผิดอาญาและผลต่อมติที่ประชุมข้างต้นเป็นความเห็นทางกฎหมายของนายวัส (คลิกอ่านต้นฉบับ)







