
เปิดทางออกวิกฤต กสทช. นักกฎหมายชี้ “ไม่จำเป็นต้องชะงัก”
ชี้ 2 บอร์ด กสทช. เรียกประชุมตั้งปธ.ได้ จี้ถามสำนักงาน กสทช. เหตุใดไม่เดินตามกฎหมาย หวังเดินหน้าวาระปลดล็อกธุรกิจทีวีดิจิทัล
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2569 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ส.ส.ม.ท. และเครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ จัดเวทีเสวนาวิชาการในประเด็น “กสทช. ‘ชะงัก’ แล้วใครได้รับผลกระทบ? ทางออกอยู่ตรงไหน?” เพื่อหารือถึงสถานการณ์การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. หลังเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. และส่งผลต่อการประชุมบอร์ดในช่วงที่ผ่านมา
เวทีตั้งคำถามว่า การที่วาระสำคัญของ กสทช. ไม่สามารถเดินหน้าได้ตามปกติ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในองค์กร แต่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการสื่อและโทรคมนาคมในวงกว้าง ตั้งแต่ทิศทางทีวีดิจิทัล OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ สิทธิผู้บริโภค สื่อชุมชน ไปจนถึงการจัดการปัญหาซิมผี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และความปลอดภัยด้านโทรคมนาคม
“คำวินิจฉัยยังมีผล” จนกว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น
หนึ่งในประเด็นสำคัญของเวทีคือการบรรยายเรื่อง “คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาและสถานะกรรมการ กสทช. ปัจจุบัน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า โดยหลักกฎหมายปกครอง คำสั่งหรือคำวินิจฉัยทางปกครองย่อมมีผลใช้บังคับอยู่จนกว่าศาลที่มีเขตอำนาจจะมีคำพิพากษาเพิกถอน หรือมีคำสั่งทุเลาการบังคับ การยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจึงไม่ได้ทำให้ผลของคำสั่งหยุดลงโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น ในมุมมองทางกฎหมายเมื่อยังไม่มีคำสั่งศาลให้ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา จึงต้องถือว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่มีสถานะเป็นกรรมการและประธาน กสทช. ตามผลของคำวินิจฉัยดังกล่าว และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการหรือประธานได้
การที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ไปในระหว่างนี้ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีตำแหน่ง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วก็สุ่มเสี่ยงครับ หากมีเจตนาพิเศษ เช่น เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต ศ.คลินิก นพ.สรณ ก็เสี่ยงที่จะเป็นความผิดอาญาได้
ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ซึ่งขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาไว้พิจารณาแล้ว ขณะที่สำนักงานศาลปกครองได้ออกคำชี้แจงเกี่ยวกับผลของคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 หากวันใดก็ตาม ศาลปกครองสั่งทุเลาการบังคับ เมื่อนั้นครับ ศ.คลินิก นพ.สรณ ก็จะกลับมามีสถานะเป็นกรรมการ กสทช. และประธาน กสทช. ใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ย้ำอีกที ณ ปัจจุบันวันนี้ 18 กันยายน 2569 ศาลปกครองยังไม่มีคำสั่งออกมาเช่นนั้น
ชี้ 2 กก.กสทช.เรียกประชุมได้ สำนักงานต้องจัดให้
รศ.ดร.ณรงค์เดช ระบุอีกว่า การไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ไม่ได้หมายความว่า กสทช. ทั้งคณะจะไม่สามารถทำงานได้ เพราะยังมีกรรมการที่สามารถปฏิบัติหน้าที่อยู่ 6 คน ซึ่งมากกว่าองค์ประกอบขั้นต่ำที่กำหนดไว้
ดังนั้น ปัญหาสำคัญในขณะนี้จึงไม่ใช่คำถามว่า กสทช. ยังประชุมได้หรือไม่ แต่เป็นคำถามว่า เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานแล้ว จะใช้กลไกใดในการเรียกประชุมให้ถูกต้องตามกฎหมาย
รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า จากการสำรวจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 30 ฉบับ พบหลักการรองรับกรณีเกิดเหตุจำเป็นหรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ
แนวทางที่เสนอคือ กรรมการ กสทช. 2 คนสามารถเข้าชื่อกันเพื่อเรียกประชุมคณะกรรมการ จากนั้นสำนักงาน กสทช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการและหน่วยงานธุรการ ต้องดำเนินการจัดการประชุมตามการเรียกประชุมนั้น โดยเชิญกรรมการที่เหลือเข้าร่วมประชุม
สำหรับการประชุมครั้งแรก รศ.ดร.ณรงค์เดชเสนอว่า ควรดำเนินการเรื่องผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อให้กระบวนการประชุมและการพิจารณาวาระต่าง ๆ เดินหน้าต่อได้
ในอดีตเองมีตัวอย่างมติขององค์กรกำกับดูแลชุดก่อน ซึ่งเมื่อไม่มีประธานกรรมการ ได้ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมตามกฎหมายและข้อบังคับที่ใช้ในขณะนั้น
รศ.ดร.ณรงค์เดชยังอธิบายว่า เมื่อกรรมการที่เหลือมีองค์ประกอบครบตามที่กฎหมายกำหนด การใช้อำนาจของคณะกรรมการสามารถดำเนินต่อไปได้ และแม้ในอนาคตศาลจะมีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของข้อพิพาท การกระทำของคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบโดยชอบในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่ได้เสียไปโดยอัตโนมัติ โดยยกหลักตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาประกอบการอธิบาย
เตือนจุดเสี่ยง หากคน “ไม่มีสถานะ” ยังร่วมใช้อำนาจ
รศ.ดร.ณรงค์เดชตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงในทางกฎหมาย หากบุคคลซึ่งตามคำวินิจฉัยที่ยังมีผลบังคับอยู่ไม่มีสถานะเป็นกรรมการ กลับเข้าร่วมประชุม พิจารณาวาระ หรือร่วมใช้อำนาจในนามคณะกรรมการ อาจก่อให้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมและมติที่เกิดขึ้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้กระบวนการของ กสทช. กลับเข้าสู่กลไกที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยแนวทางที่นำเสนอในเวทีคือ กรรมการ 2 คนเข้าชื่อเรียกประชุม และสำนักงานต้องจัดประชุม เพื่อให้กรรมการที่เหลือประชุมเลือกผู้ที่จะทำหน้าที่ประธานในการเดินหน้าพิจารณาวาระและปฏิบัติหน้าที่
ในอนาคตแม้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. แต่สิ่งต่างๆ ที่คณะกรรมการ กสทช. ชุดปัจจุบันกระทำลงในระหว่างนี้ ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย จะไม่ถูกกระทบโดยผลแห่งคำพิพากษาในอนาคต
ทั้งนี้ รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวด้วยว่า ในทางตรงกันข้าม ปัจจุบันนี้ ถ้าหากเรายินยอมให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ ทำหน้าที่กรรมการ และประธาน กสทช. ต่อไป กลับจะส่งผลต่อความสมบูรณ์ของการกระทำต่างๆ การใช้อำนาจต่างๆ ของ กสทช. เพราะเป็นกรณีที่ กสทช. เองยินยอมให้บุคคลซึ่งปัจจุบันมิได้มีสถานะเป็นกรรมการ กสทช.







