
เอกชน ทวงรัฐจ่ายค่าจ้าง e-WorkPermit ค้าง 10 เดือน 715 ล้านบาท
เอกชน ทวงความเป็นธรรม ปมรัฐค้างจ่ายค่าจ้างโครงการ e-WorkPermit สะสม 10 เดือน กว่า 715 ล้านบาท ชี้แบกต้นทุนเองเดือนละ 30 ล้าน กระทบพนักงาน 700 ชีวิตภายใต้ "สายป่าน" ที่กำลังจะขาด
ฟิวเจอร์สกาย แถลงความคืบหน้าโครงการ e-WorkPermit หลังกรมการจัดหางานค้างจ่ายค่าจ้างกว่า 10 เดือน ขณะที่บริษัทดำเนินการออกบัตรแล้วกว่า 1.6 ล้านใบ นำส่งค่าธรรมเนียมเข้ารัฐเกือบ 3,800 ล้านบาท
นายชัยรัตน์ แสงจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกิจการร่วมค้า ฟิวเจอร์สกาย เปิดเผยในงานแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินโครงการจากภาคเอกชน เพื่อขึ้นทะเบียนและผลิตใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าว (e-WorkPermit) เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ว่า หลังจากฟิวเจอร์สกายเริ่มดำเนินการรับขึ้นทะเบียนเพื่อออกบัตรประจำตัวคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าวผ่านระบบ e-WorkPermit ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 จนถึงเดือนสิงหาคม 2569 สามารถออกบัตรได้แล้วประมาณ 1.6 ล้านใบ และนำส่งเงินค่าธรรมเนียมการออกบัตรให้กรมการจัดหางานประมาณ 3,800 ล้านบาท
ขณะที่ปัจจุบันกรมการจัดหางานยังค้างจ่ายค่าจ้างแก่กิจการร่วมค้าฟิวเจอร์สกายสะสมประมาณ 715 ล้านบาท
“เราทำงานมามากกว่า 10 เดือนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างเลยแม้แต่บาทเดียว ขณะที่กรมการจัดหางานเอง แม้เราจะเจรจาหารือและทวงถามมาโดยตลอด แต่ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่มีท่าทีตอบสนองต่อการทวงถาม และยังเพิกเฉยต่อการเรียกร้องความเป็นธรรม ทำให้เราต้องตัดสินใจพึ่งบารมีศาลปกครอง โดยได้ยื่นฟ้องเรียกค่าจ้างที่กรมการจัดหางานค้างจ่าย ตามที่เป็นข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้”
เปิดปัญหา e-WorkPermit เจอคอขวด
นายชัยรัตน์ ยังเปิดเผยถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ e-WorkPermit ว่า รายละเอียดสัญญาโครงการ สัญญาจะสิ้นสุดลงเมื่อมีการผลิตใบอนุญาตทำงานครบ 15 ล้านใบ โดยกำหนดเป้าหมายเฉลี่ยรายปีไว้ที่ประมาณ 1.5 ล้านใบต่อปี (ซึ่งหากคำนวณตามสัดส่วนนี้ โครงการจะมีระยะเวลารวมตามแผนงานประมาณ 10 ปี)
ทั้งนี้ข้อกำหนดใน TOR มีข้อมูลทางวิชาการที่ไม่เป็นปัจจุบัน โดยมีการประมาณการจำนวนการขึ้นทะเบียนคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าวต่ำกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้เกิดปัญหาคอขวดในระบบ e-WorkPermit
กิจการร่วมค้าฟิวเจอร์สกายจึงได้เสนอแผนและวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณคำขอและการผลิตใบอนุญาตทำงานได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มจุดให้บริการในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวกระจุกตัวหนาแน่น เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี รวมถึงกรุงเทพมหานคร
ที่ผ่านมา ฟิวเจอร์สกายเคยเปิดศูนย์บริการเฉพาะกิจ ณ ศูนย์การค้าหลักสี่พลาซ่า ชั้น T ซึ่งสามารถผลิตบัตรได้ไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 ใบ แต่บริษัทเห็นว่าการเพิ่มจุดให้บริการในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอาจไม่สอดคล้องกับการกระจุกตัวของแรงงาน และเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เช่น ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
อย่างไรก็ตาม หลังจากบริษัทขอขยายการให้บริการศูนย์เฉพาะกิจดังกล่าว กรมการจัดหางานไม่เคยอนุมัติการจัดตั้งศูนย์บริการเฉพาะกิจในลักษณะดังกล่าวอีก แม้จะมีการนำเสนอแนวทางเพิ่มเติมอีกหลายครั้งก็ตาม
TOR กำหนดตรวจเอกสาร 24 ชั่วโมง
นายชัยรัตน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ TOR ยังระบุว่า ฟิวเจอร์สกายจะต้องตรวจสอบเอกสารคำขอที่ยื่นผ่านระบบ e-WorkPermit ให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่แล้วเสร็จจะถูกปรับในอัตราเท่ากับค่าจ้างการออกบัตร 1 ใบ หรือ 520 บาท โดยเอกชนผู้รับจ้างต้องดำเนินการตรวจสอบเอกสารให้แล้วเสร็จตามกำหนด
แต่ในข้อเท็จจริงพบว่า ปริมาณเอกสารในแต่ละวันมีมากกว่าที่ระบุไว้ใน TOR โดยมีมากกว่า 10,000 ชุดต่อวัน และบางวันสูงถึง 90,000 ชุด ส่งผลให้ฟิวเจอร์สกายต้องเพิ่มจำนวนบุคลากร รวมถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเอกสารทุกชุดให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม แม้เอกชนจะตรวจสอบเอกสารแล้วเสร็จ แต่เอกสารกลับไปค้างอยู่ในระบบเพื่อรอการอนุมัติจากผู้ช่วยนายทะเบียนและนายทะเบียน โดยบางกรณีเอกสารที่รอการอนุมัติค้างอยู่ในระบบนานถึง 4 เดือน
“ตรงนี้จึงเกิดเป็นคำถามต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐว่า มีเจตนาอย่างไร และมีความสอดคล้องกับระยะเวลาการให้บริการแก่ภาคเอกชน ทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าวหรือไม่ เพื่อให้การรับบริการตลอดกระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส รวมถึงการใช้ดุลยพินิจที่ถูกต้องและเป็นธรรม”
นายชัยรัตน์ กล่าวว่า หากการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวไม่ได้มีความเร่งด่วนจริง ฟิวเจอร์สกายก็ไม่จำเป็นต้องตรวจเอกสารในจำนวนที่เกินกว่าที่ TOR กำหนดไว้เป็นจำนวนมากเหมือนที่ผ่านมา เพราะบริษัทต้องจ้างพนักงานเพิ่ม ขอให้พนักงานทำงานล่วงเวลา และต้องรองรับการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
แบกต้นทุนเดือนละ 30 ล้านบาท
นายชัยรัตน์ เผยอีกว่า การทำงานในลักษณะดังกล่าวทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 30 ล้านบาท โดยเงินทุกบาทที่นำมาลงทุนในโครงการมีต้นทุนและดอกเบี้ย แม้บริษัทจะมีการวางแผนทางธุรกิจ รวมถึงแผนรองรับด้านสภาพคล่องมาเป็นอย่างดี แต่การที่คู่ค้าภาครัฐไม่จ่ายค่าจ้างให้ภาคเอกชนเป็นเวลานานกว่า 10 เดือน ย่อมส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของธุรกิจ
“ทุกคนย่อมรู้ดีว่าโอกาสรอดมีน้อยมาก แต่เพื่อให้ระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวดำเนินต่อไป เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่สะดุด และประเทศไทยไปต่อได้ ผู้บริหารของฟิวเจอร์สกายจึงพยายามหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าเราจะไม่ถอย และจะกัดฟันเดินหน้าต่อไป พร้อมกับเรียกร้องให้กรมการจัดหางานจ่ายเงินค่าจ้างให้เรา”
พนักงาน 700 ชีวิตภายใต้ "สายป่าน" ที่กำลังจะขาด
นายชัยรัตน์ กล่าวทั้งน้ำตาคลอว่า บริษัทต้องดูแลพนักงานกว่า 700 ชีวิต มีทีมงาน Outsource และเจ้าหน้าที่ที่คอยตรวจเอกสารคำร้องตลอด 24 ชั่วโมง ทำงานหนักแบบ 4 กะ ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพื่อให้ทันกรอบเวลาการตรวจตรวจสอบอัตลักษณ์ภายใน 24 ชั่วโมงตามที่รัฐกำหนด
พร้อมกล่าวว่า หาก "สายป่าน" เส้นนี้ขาดสะบั้นลง ระบบฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวทั้งประเทศจะล่มสลายทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นในการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน อย่างรุนแรง
ชี้ e-Work Permit สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
นายชัยรัตน์ กล่าวว่า แม้งานรับขึ้นทะเบียนและออกบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าวผ่านระบบ e-WorkPermit ที่กิจการร่วมค้าฟิวเจอร์สกายดำเนินการอยู่ในขณะนี้จะเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่บริษัทยังคงเดินหน้าต่อ เนื่องจากระบบ e-WorkPermit ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวของประเทศไทย
"เรื่องของแรงงานต่างด้าวไม่ใช่แค่เรื่องการจ้างงาน แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงและความปลอดภัยของชาติ การมีระบบฐานข้อมูลอัตลักษณ์ที่ชัดเจนจะช่วยควบคุมดูแลความปลอดภัยในสังคมได้ดีขึ้น เช่น กรณีเกิดคดีฆาตกรรมหรืออาชญากรรมที่แรงงานต่างด้าวอาจกระทำต่อคนไทย เจ้าหน้าที่จะสามารถตรวจสอบและติดตามตัวได้ง่ายขึ้นจากฐานข้อมูลนี้ ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อควบคุมอย่างเดียว แต่ตั้งเป้าหมายที่จะนำข้อมูลมาพิจารณาเพื่ออัปสกิล (Upskill) และรีสกิล (Reskill) ให้แก่แรงงานต่างด้าว เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาฝีมือและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติต่อไปได้"
ดังนั้น หากระบบดังกล่าวไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและภาคธุรกิจ ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน ไปจนถึงธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางที่มีความต้องการแรงงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
นอกจากนี้ นายชัยรัตน์มองว่า ระบบ e-WorkPermit ยังเป็นระบบที่ช่วยป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์ รวมถึงป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ
“จึงเป็นธรรมดาที่มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามที่จะล้มระบบนี้ เนื่องจากต้องการนำระบบเดิม ซึ่งเป็นระบบที่ต้องใช้ดุลยพินิจในทุกขั้นตอนของการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวกลับมาใช้”
เปรียบเปรย “สามีละเลยภรรยา”
ทั้งนี้ นายชัยรัตน์ ได้สะท้อนความอัดอั้นผ่านคำเปรียบเทียบ โดยเปรียบรัฐเป็น "สามี" และเอกชนเป็น "ภรรยา" ที่จดทะเบียนสมรส (เซ็นสัญญา) กันอย่างถูกต้อง ภรรยา (เอกชน) ทำหน้าที่ดูแลบ้าน ปรุงอาหาร (ระบบ e-WorkPermit) ให้สามีจนได้เงินเข้าบ้าน 3,800 ล้านบาท แต่สามีกลับไม่เคยจ่ายเงินเลี้ยงดูแม้แต่บาทเดียว มิหนำซ้ำยังตั้งแง่ กำชับว่า "ตอนปรุงอาหารต้องแต่งตัวให้สวยด้วย" ทั้งที่หัวใจสำคัญคือ "รสชาติและสุขอนามัยของอาหาร" (ประสิทธิภาพของระบบ)
นี่คือภาพสะท้อนของหน่วยงานรัฐที่เน้นการ "ตีความ TOR แบบนกแก้วนกขุนทอง" มุ่งเน้นแต่รูปแบบพิธีกรรมและงานธุรการ มากกว่าผลสัมฤทธิ์ของงานที่ปรากฏชัดเจนต่อสายตาประชาชน
วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งเชิงพาณิชย์ แต่เป็นบททดสอบธรรมาภิบาลของภาครัฐ หากรัฐยังคงใช้อำนาจในการเพิกเฉยและปล่อยให้เอกชนแบกรับภาระฝ่ายเดียว "ความสำเร็จ" ของโครงการ e-WorkPermit จะกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวของการจัดซื้อจัดจ้างไทย







