
นิพนธ์โต้เรื่องที่ดินกุโบร์ ยันไร้โฉนดทับที่สาธารณะ
นิพนธ์ ชี้แจงกรณีที่ดินกุโบร์ท่ายาง ยันไม่มีโฉนดทับที่หลวง พร้อมเตือน สส.รุ่นใหม่สู้ด้วยข้อเท็จจริง ย้ำใครทำผิดต้องรับโทษตามกฎหมาย
ประเด็นข้อพิพาทเรื่องการครอบครองที่ดินสาธารณะกลับมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงการเมืองจังหวัดสงขลาอีกครั้ง เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับปัญหาที่ดินกุโบร์ท่ายาง ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดประเด็นคำถามถึงความโปร่งใสของบุคคลในแวดวงการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน
จากข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาชี้แจงเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ทางการเมือง โดยยืนยันถึงความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจของครอบครัว พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการครอบครองที่ดินบริเวณกุโบร์ท่ายางอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าตนไม่มีความเกี่ยวข้องหรือถือครองกรรมสิทธิ์ในพื้นที่พิพาทดังกล่าวแม้แต่แปลงเดียว
ในด้านกฎหมายการบุกรุกหรือนำที่ดินสาธารณะไปออกโฉนดโดยมิชอบถือเป็นความผิดทางอาญาที่เป็นเรื่องเฉพาะตัว หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมที่ดิน ตรวจสอบพบการกระทำผิด ผู้กระทำการย่อมต้องรับผิดชอบตามกระบวนการยุติธรรม โดยไม่สามารถนำความผิดดังกล่าวไปผูกโยงเพื่อโจมตีเครือญาติหรือพรรคการเมืองต้นสังกัดได้ หากปราศจากหลักฐานความเชื่อมโยงที่ชัดเจน
ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ของรัฐถือเป็นปัญหาเรื้อรังระดับประเทศ จากสถิติของกรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า มีพื้นที่สาธารณะถูกบุกรุกหลายล้านไร่ทั่วประเทศ การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังเช่นกรณีศึกษาในอดีตเกี่ยวกับการลักลอบขุดดินในพื้นที่โบราณสถานเขาน้อย-เขาแดง อำเภอสิงหนคร ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดและให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 10 ล้านบาท
กรณีศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบรรทัดฐานของกระบวนการยุติธรรม ที่ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ แม้จำเลยจะมีความเชื่อมโยงทางเครือญาติกับบุคคลสำคัญทางการเมืองในพื้นที่ก็ตาม ดังนั้น การตรวจสอบข้อพิพาทที่ดินกุโบร์ท่ายาง จึงควรดำเนินไปตามกลไกทางกฎหมายที่ถูกต้อง มากกว่าการใช้กระแสข่าวเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง
ท้ายที่สุดข้อพิพาทครั้งนี้ได้ให้บทเรียนสำคัญด้านจริยธรรมทางการเมือง การขับเคลื่อนการเมืองยุคใหม่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการนำเสนอข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์และการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน การตรวจสอบความไม่โปร่งใสเป็นสิทธิที่กระทำได้ แต่ควรดำเนินการผ่านการร้องทุกข์ต่อหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง มากกว่าการโจมตีผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพียงเพื่อหวังผลทางคะแนนเสียง







