
เงินกู้เถื่อน-ลงทุนลวง ภัยการเงินใกล้ตัว! สวนดุสิตโพลชี้คนไทย 48% เคยเจอ
สวนดุสิตโพล สำรวจ 1,151 คน พบเกือบครึ่งเคยเผชิญภัยทางการเงิน “โฆษณาเงินกู้นอกระบบ–ชักชวนลงทุนต้องสงสัย” ขึ้นอันดับ 1 ประชาชนเรียกร้องรัฐจัดการตัวการใหญ พร้อมมองการบังคับใช้กฎหมาย–บทลงโทษยังไม่จริงจัง สะท้อนโจทย์ใหญ่ของรัฐในการตัดวงจรการฟอกเงินตั้งแต่ต้นทาง
KEY
POINTS
- สวนดุสิตโพล สำรวจ 1,151 คน พบเกือบครึ่งเคยเผชิญภัยทางการเงิน
- “โฆษณาเงินกู้นอกระบบ–ชักชวนลงทุนต้องสงสัย” ขึ้นอันดับ 1 ประชาชนเรียกร้องรัฐจัดการตัวการใหญ่
- พร้อมมองการบังคับใช้กฎหมาย–บทลงโทษยังไม่จริงจัง สะท้อนโจทย์ใหญ่ของรัฐในการตัดวงจรการฟอกเงินตั้งแต่ต้นทาง
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับภัยการเงินและการฟอกเงิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,151 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคม 2569
ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 51.69 ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ร้อยละ 48.31 เคยมีประสบการณ์ โดยลักษณะที่พบมากที่สุด คือ โฆษณาเงินกู้นอกระบบหรือการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย ร้อยละ 57.73
และเมื่อพบเบาะแสที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าควรแจ้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ร้อยละ 42.57
ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.77 เห็นว่าปัญหาการฟอกเงิน ณ วันนี้น่ากังวลมาก สาเหตุสำคัญ คือการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษยังไม่จริงจัง ร้อยละ 76.11 และเห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดการกับตัวการใหญ่ ลงโทษอย่างหนัก กวาดล้างให้สิ้นซากเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ ร้อยละ 78.80
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าภัยทางการเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว เกือบครึ่งเคยมีประสบการณ์ โดยมองว่าปัญหาการฟอกเงินน่ากังวลและยังไม่เชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายภาครัฐจึงควรเร่งจัดการตัวการใหญ่และผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
ควบคู่กับการตรวจสอบบัญชีผิดปกติและให้ความรู้ประชาชนเพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการโดยไม่รู้ตัว
ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ปัญหาการฟอกเงินไม่ใช่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ “หลักนิติธรรม” และความเข้มแข็งของสถาบันรัฐ
เมื่อ 76.11% มองว่าปัญหาเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่ไม่จริงจัง จึงสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่าง “กฎหมายที่มีอยู่” กับ “กฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง”
เมื่อ 64.55% เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปัญหาจึงเชื่อมโยงถึงการทุจริตเชิงระบบและความบกพร่องของกลไกกำกับดูแล
รวมทั้งเสียงประชาชน 78.80% ที่เรียกร้องให้จัดการ “ตัวการใหญ่” จึงชี้ว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องไปให้ถึง ผู้บงการ เครือข่าย และโครงสร้างทางการเงินที่อยู่เบื้องหลัง มิใช่หยุดเพียงผู้กระทำรายย่อย
ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องขยับจากการปราบปรามรายคดีไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ท้ายที่สุด หลักนิติธรรมมิใช่เพียงการมีกฎหมายแต่คือความสามารถของรัฐในการทำให้กฎหมายอยู่เหนืออำนาจเงิน อิทธิพล และอำนาจ เมื่อกฎหมายบังคับใช้ได้จริงและเสมอภาค การปราบปรามการฟอกเงินจึงจะเปลี่ยนจาก “การแก้ปัญหาปลายทาง” สู่ “การตัดวงจรทุจริตที่ต้นทาง” อย่างยั่งยืน.







