
รัฐบาลเตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ ปลาย ส.ค. ดันยกเว้นภาษีสินค้าไทยเพิ่ม
รัฐบาลเตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ ปลาย ส.ค. นี้ ชูตัวเลขเอกชนไทยลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และห่วงโซ่การผลิต ดันสินค้าไทย 28% ที่เหลือให้ได้สิทธิลดภาษี
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมเจรจาเทคนิคด้านภาษีกับสหรัฐฯ ปลายเดือน ส.ค. เพื่อผลักดันสินค้าไทยอีกร้อยละ 28 ที่อยู่ภายใต้มาตรการมาตรา 301 และ 232 ให้ได้สิทธิลดหรือยกเว้นภาษีเพิ่มเติม
- นำข้อมูลการลงทุนสะสมของเอกชนไทยในสหรัฐฯ กว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิต มาเป็นแต้มต่อเพื่อชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่ทั้งสองประเทศจะได้รับร่วมกัน
- ยืนยันการเจรจายึดกรอบผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนเป็นหลัก ไม่มีเงื่อนไขทางการทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมเตือนไม่ควรด่วนสรุปผลลัพธ์ล่วงหน้า
รัฐบาลเดินหน้าเตรียมข้อมูลโค้งสุดท้าย เตรียมเปิดโต๊ะเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ชูตัวเลขเอกชนไทยหอบเงินลงทุนในสหรัฐฯ สะสมเฉียด 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
พร้อมย้ำความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิต ดันสินค้าไทยส่วนที่เหลือให้หลุดพ้นกำแพงภาษี สยบข่าวลือใช้นโยบายความมั่นคงทางการทหารแลกเปลี่ยน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าด้านการค้าระหว่างประเทศว่า รัฐบาลกำลังเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดสำหรับการเจรจาทางเทคนิคด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569
การเจรจาครั้งนี้ นำโดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะนำชุดข้อมูลเชิงลึก ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ไปประกอบการหารือ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและผลประโยชน์สูงสุดของผู้ส่งออกไทย
กางตัวเลขการค้า ดันสินค้าไทย 28% เข้าเกณฑ์ลดภาษี
จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ พบว่าในกลุ่มรายการสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้าตามมาตรา 301 และมาตรา 232 ปัจจุบันสินค้าไทยประมาณร้อยละ 72 ได้รับการยกเว้นภาษีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังมีรายการสินค้าอีกร้อยละ 28 ที่รัฐบาลต้องเร่งจัดทำข้อมูลเพื่อประกอบการเจรจา โดยเป้าหมายหลักคือการผลักดันให้สินค้ากลุ่มนี้ได้รับอัตราภาษีที่ต่ำที่สุด หรือได้รับการพิจารณายกเว้นเพิ่มเติม
ทั้งนี้ สัดส่วนดังกล่าวเป็นเพียงจำนวนรายการสินค้าภายใต้มาตรการเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่สัดส่วนมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยไปยังสหรัฐฯ แต่อย่างใด
ชูจุดแข็ง ‘การลงทุน-ห่วงโซ่ผลิต’ สะท้อนผลประโยชน์ร่วม
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่รัฐบาลจะนำไปใช้บนโต๊ะเจรจา คือบทบาทที่โดดเด่นของภาคเอกชนไทยในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปัจจุบันกลุ่มทุนไทยมีเม็ดเงินลงทุนสะสมในสหรัฐฯ สูงถึงเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมอีกกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต
นอกจากนี้ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ยังระบุชัดเจนว่า อย่างน้อยร้อยละ 30 ของยอดเกินดุลการค้าที่ไทยมีต่อสหรัฐฯ นั้น แท้จริงแล้วมาจากการส่งออกของบริษัทสัญชาติอเมริกันที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย
สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองชาติ มีความลึกซึ้งระดับโครงสร้างการผลิต การพิจารณาความสัมพันธ์ทางการค้าจึงไม่อาจมองเพียงมิติตัวเลขดุลการค้าแบบผิวเผินได้
นางสาวลลิดา ขยายความประเด็นนี้ว่า รัฐบาลจะนำข้อเท็จจริงทั้งหมดไปชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์นี้เป็นลักษณะที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win) การลดอุปสรรคทางภาษีจึงไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อผู้ส่งออกไทยฝ่ายเดียว แต่ยังสนับสนุนบริษัทและการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงกับไทยด้วย
พร้อมย้ำว่าตัวเลขการลงทุนดังกล่าว เป็นเพียงข้อมูลเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ "เงื่อนไข" หรือข้อต่อรองเพื่อแลกกับข้อยกเว้นภาษี
ปัดข้อเสนอด้านทหารแลกภาษี ย้ำยึดประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้ถือโอกาสนี้สยบกระแสข่าวลือทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การเจรจารอบนี้ยึดหลักผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนล้วนๆ ไม่มีการนำความร่วมมือหรือเงื่อนไขทางทหารมาแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ด้านภาษีตามที่ถูกกล่าวอ้าง
"รัฐบาลจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อให้สินค้าไทยได้รับเงื่อนไขที่ดีที่สุด และลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ แต่ต้องยอมรับว่าผลลัพธ์สุดท้ายขึ้นอยู่กับการพิจารณาของฝ่ายสหรัฐฯ ด้วย จึงยังไม่ควรด่วนสรุปล่วงหน้าว่าสินค้าที่เหลือทั้งหมดจะได้รับการยกเว้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลขอยืนยันว่าจะยึดผลประโยชน์ของประเทศและผู้ประกอบการไทยเป็นเข็มทิศสำคัญในการเจรจาครั้งนี้" นางสาวลลิดา กล่าวทิ้งท้าย







