
เปิดเหตุผล 3 กสทช.ไร้เงาประชุม ปล่อย “นพ. สรณ” นั่งรอเดียวดาย
กสทช. ธนพันธุ์ –พิรงรอง-ศุภัช ส่งหนังสือแจงสำนักงานฯ เหตุไม่ลงมาประชุม หากยังมี “นพ.สรณ” นั่งในห้อง ลั่นทั้ง 6 คน พร้อมทำงานร่วมกัน
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ล่มครั้งที่ 5 ครั้งนี้ บรรยากาศเปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากไร้เงา 3 กสทช. ได้แก่ พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ นางสาวพิรงรอง รามสูต และ นายศุภัช ศุภชลาศัย ที่เมื่อ 4 ครั้งที่ผ่านมา ใช้วิธีเดินออกจากห้องประชุม
แต่ครั้งนี้ ทั้ง 3 คน เลือกส่งหนังสือชี้แจงสำนักงานฯ และไม่เข้ามาร่วมประชุมแต่อย่างใด ทำให้ในการประชุมครั้งนี้มีเพียง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกสทช.ลงมาประชุมที่ห้องประชุม 1021 ชั้น 2 สำนักงาน กสทช. เพียงคนเดียว ขณะที่กสทช. นายต่อพงศ์ เสลานนท์ และ พลตำรวจเอก ณัฐธร เพราะสุนทร เข้าร่วมประชุมแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน นายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ลากิจ ทำให้ กสทช. ไม่สามารถประชุมได้ เช่นเดิม
พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ
สำหรับหนังสือที่ทั้ง 3 กสทช.ชี้แจงต่อสำนักงานกสทช.นั้น มีเนื้อหาไปในทิศทางเดียวกันคือ หากสำนักงาน กสทช. ยังคงให้ นพ. สรณ เข้าร่วมประชุม กสทช. ซึ่งถือเป็นผู้สละสิทธิตามมาตรา 18 และขัดมาตรา 20 วรรคสาม ตามบทสันนิษฐานเด็ดขาดโดยกฎหมาย แล้ว จะขอสงวนสิทธิในการไม่เข้าร่วมประชุมฯ
ศุภัช ศุภชลาศัย-พิรงรอง รามสูต
เนื่องจากไม่สามารถกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายได้ และยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมประชุม กสทช.กับกรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้งานของ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ดำเนินการต่อไปได้
ต่อกรณีที่ นพ. สรณ ได้ขอใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ รวมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราว เช่น ให้มีคำสั่งระงับการดำเนินการเพื่อนำความกราบบังคมทูลฯ ให้ผู้ฟ้องพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. เป็นต้น
แต่ศาลมิได้รับไว้พิจารณา แสดงให้เห็นว่า ศาลมิได้เห็นแย้งกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ อีกทั้งยังให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวต่อไปด้วย โดยให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคสอง ดังนั้นหากศาลเห็นว่านพ. สรณ เสียหายจริง คงประทับรับฟ้องและทุเลากรณีดังกล่าวแล้ว
สำหรับตำแหน่งประธาน กสทช. ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ นั้น ตามคำสั่งศาลฯ นี้ ได้กำหนดให้เป็นไปตามมาตรา 20 วรรคสอง ที่บัญญัติให้ “… ถ้าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตาม (4) หรือ (5) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ต่อไป
ซึ่งการพ้นจากตำแหน่งนั้นมีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี” ดังนั้น วันที่พ้นจากตำแหน่งจะมิใช่วันที่ลงนามโปรดเกล้าฯ ให้พ้น แต่จะมีผลย้อนหลังตามวันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน
และเมื่อพิจารณามาตรา 20 วรรคสาม ที่บัญญัติให้ “เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนไม่น้องกว่าสี่คน”
ดังนั้น เมื่อนพ. สรณ กระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 (2) เป็นกรณีตาม 20 วรรคหนึ่ง (5) ที่บัญญัติชัดเจนว่า ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยที่มิได้มีเจตนาจะให้ผู้ที่ปัญหาตามวรรคหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด ซึ่งก็สอดคล้องตามมาตรา 20 วรรคสอง ที่กำหนดให้วันที่พ้นจากตำแหน่งนั้นมีผลนับตั้งแต่วันที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน
ทั้งยังหมายรวมไปถึงวรรคดังกล่าวที่มิได้ระบุให้รอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ้นจากตำแหน่งลงมาก่อน เจตนารมณ์ของกฎหมายตามพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว มิให้มีการละเมิดพระราชอำนาจและกล่าวอ้างรอพระราชวินิจฉัยแต่อย่างใด
ดังนั้นจึงไม่สามารถกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและก้าวล่วงพระราชอำนาจ จึงขอสงวนสิทธิในการไม่เข้าร่วมประชุมฯ และยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมประชุม กสทช. กับกรรมการที่เหลืออยู่ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้งานของ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ดำเนินการต่อไปได้







