
ชำแหละปม กสทช. เปิดข้อกฎหมายโต้หนังสือ “ณรงค์” ปมคุณสมบัติ “หมอสรณ”
วัส ติงสมิตร วิเคราะห์ข้อกฎหมาย 2 ประเด็น โต้ข้อทักท้วง “ณรงค์ รัฐอมฤต” กรณีมติคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชี้ “นพ.สรณ” มีลักษณะต้องห้าม ระบุกฎหมาย กสทช. ที่แก้ไขใหม่ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยคุณสมบัติ พร้อมจับตาผลหลังศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้อง
KEY
POINTS
- เกิดข้อโต้แย้งทางกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ว่าสามารถวินิจฉัยคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้หรือไม่ ภายหลังกระบวนการแต่งตั้งเสร็จสิ้นแล้ว
- มีการยก พ.ร.บ.กสทช. ที่แก้ไขใหม่ มาตรา 15/1 มาเป็นเหตุผลว่าคณะกรรมการสรรหายังคงมีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติ ซึ่งแตกต่างจากบรรทัดฐานตามกฎหมายเดิม
- ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ในชั้นนี้ แต่ยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหา ทำให้มติของคณะกรรมการสรรหายังคงมีผลทางกฎหมายอยู่
กรณีสถานะของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงทางกฎหมาย หลังปรากฏหนังสือลงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ของ นายณรงค์ รัฐอมฤต อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะกรรมการสรรหา กสทช. ส่งถึงนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภา เพื่อโต้แย้งมติของคณะกรรมการสรรหาที่วินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของ นพ.สรณ
ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำถามว่า หลังการแต่งตั้งกรรมการ กสทช. เสร็จสิ้นแล้ว คณะกรรมการสรรหายังมีอำนาจกลับมาวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับแต่งตั้งหรือไม่ รวมถึงการเปลี่ยนตัวกรรมการสรรหาโดยตำแหน่ง จะกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมและมติหรือไม่
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เสนอข้อวิเคราะห์ผ่านหลักนิติวิธีว่า หนังสือโต้แย้งดังกล่าวมีประเด็นที่ต้องพิจารณาใหม่อย่างน้อย 2 ส่วน
กฎหมายเปลี่ยน บรรทัดฐานเดิมอาจใช้ตรงตัวไม่ได้
ประเด็นแรกคือข้อโต้แย้งว่า ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาสิ้นสุดลงตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหาและการแต่งตั้งเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยมีการอ้างอิงแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปี 2555
วัสเห็นว่า การนำคำวินิจฉัยดังกล่าวมาใช้กับกรณีปัจจุบันจำเป็นต้องพิจารณาฐานกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะคำวินิจฉัยในอดีตเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายคนละฉบับกับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ต่อมามีการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หรือ พ.ร.บ.กสทช. และเพิ่มบทบัญญัติ มาตรา 15/1 ซึ่งกำหนดหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการวินิจฉัยปัญหาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามไว้เป็นการเฉพาะ
ในมุมของวัส เมื่อกฎหมายฉบับใหม่กำหนดกลไกดังกล่าวขึ้นโดยตรง การตีความจึงต้องเริ่มจากบทบัญญัติที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถนำหลักจากกฎหมายเดิมมาใช้โดยไม่พิจารณาความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจตามกฎหมาย
อีกจุดที่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาคือ กฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดสถานะของคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาไว้แตกต่างจากเดิม จึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายสนับสนุนมติคณะกรรมการสรรหาเห็นว่า หน่วยงานดังกล่าวยังมีอำนาจพิจารณาปัญหาคุณสมบัติ แม้กระบวนการแต่งตั้งจะเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม
เปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่ง ไม่ได้ทำให้กรรมการโดยตำแหน่งสิ้นสภาพ
ประเด็นที่สองเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนตัว ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหาโดยตำแหน่ง และมีข้อโต้แย้งว่าการเปลี่ยนบุคคลอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของคณะกรรมการชุดเดิม
วัสอธิบายตามหลักกฎหมายมหาชนว่า กรรมการประเภทนี้เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง หรือ Ex-officio หมายความว่าอำนาจและหน้าที่ถูกผูกไว้กับ “ตำแหน่ง” มากกว่าตัวบุคคล
เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเดิมพ้นจากหน้าที่ และมีบุคคลใหม่เข้าดำรงตำแหน่ง ผู้ดำรงตำแหน่งคนใหม่จึงเข้าทำหน้าที่กรรมการสรรหาต่อโดยผลของกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นกระบวนการสรรหาหรือแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่ทั้งหมด
หลักการนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการบริหารราชการ หากถือว่าการเปลี่ยนตัวผู้ดำรงตำแหน่งทำให้คณะกรรมการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ การทำงานขององค์กรรัฐจำนวนมากอาจสะดุดทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผู้บริหาร
สำหรับการประชุมที่เป็นประเด็น มีกรรมการเข้าร่วม 4 คนจากทั้งหมด 7 คน ซึ่งฝ่ายที่สนับสนุนความชอบด้วยกฎหมายของมติเห็นว่าเพียงพอต่อองค์ประชุมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง แต่ยังไม่ใช่คำตัดสินเนื้อหาข้อพิพาท
อีกความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ **ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2569** ซึ่ง นพ.สรณ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา
ตามข้อมูลในคำสั่ง ศาลเห็นว่าในชั้นนี้ นพ.สรณ ยังไม่มีสถานะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ตามเงื่อนไขในการฟ้องคดีปกครอง จึงยังไม่มีสิทธินำคดีเข้าสู่การพิจารณาในขณะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การไม่รับคำฟ้องเป็นประเด็นเรื่องเงื่อนไขและสิทธิในการฟ้องคดี จึงต้องแยกออกจากการวินิจฉัยเนื้อหาว่า มติของคณะกรรมการสรรหาถูกหรือผิดตามกฎหมาย
ผลในทางปฏิบัติคือ ขณะนี้ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลมาลบล้างหรือเพิกถอนมติของคณะกรรมการสรรหา ฝ่ายที่สนับสนุนมติดังกล่าวจึงอ้างหลักทั่วไปของกฎหมายปกครองว่า คำสั่งหรือการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองยังได้รับการสันนิษฐานว่าชอบด้วยกฎหมายและมีผลอยู่ จนกว่าจะถูกเพิกถอนหรือมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น
ปมสำคัญอยู่ที่ “ใครมีอำนาจตัดสิน”
ข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ แต่ยังโยงไปถึงปัญหาใหญ่กว่า คือ องค์กรใดมีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนี้ และอำนาจดังกล่าวดำรงอยู่ถึงเมื่อใด
ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า เมื่อกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งเสร็จสมบูรณ์ บทบาทของคณะกรรมการสรรหาย่อมสิ้นสุดลง ขณะที่อีกฝ่ายชี้ว่า กฎหมายที่แก้ไขภายหลังได้กำหนดอำนาจวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติไว้โดยเฉพาะ ทำให้ไม่สามารถใช้แนวคิดจากกฎหมายเดิมมาตัดสินกรณีปัจจุบันได้โดยตรง
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการโต้แย้งผ่านหนังสือหรือความเห็นของนักกฎหมายแต่ละฝ่าย แต่คือกระบวนการตามกฎหมายที่จะตามมา และท้ายที่สุด หากข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของศาลในประเด็นเนื้อหา คำวินิจฉัยของศาลจะเป็นจุดสำคัญในการกำหนดขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. รวมถึงสถานะของประธาน กสทช. ให้ชัดเจนต่อไป
จุดที่ปรับสำคัญคือเปลี่ยนคำอย่าง “หักข้อโต้แย้ง”, “เบ็ดเสร็จ” และ “มติยังขลัง” ให้เป็นภาษาข่าวที่เป็นกลางขึ้น โดยเฉพาะประเด็นศาลไม่รับคำฟ้อง ซึ่งไม่ควรตีความว่าเป็นการรับรองความชอบด้วยกฎหมายของมติในเนื้อหาโดยตรง
แหล่งที่มา : เพจเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
https://www.facebook.com/withwas.s.ng.withya







