
วิกฤตฮิปโปแคระเหลือไม่ถึง 3,000 ตัว กับความหวังใหม่ที่มาพร้อม "หมูเด้ง"
สรุปปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของสวนสัตว์ไทย เมื่อความน่ารักลูกฮิปโปแคระเพียงตัวเดียวกลายเป็นจุดเชื่อมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมดึงความสนใจให้หลายคนหันมาตระหนักถึงวิกฤตสัตว์ใกล้สูญพันธุ์
ลูกฮิปโปแคระสุดไวรัลที่ครองพื้นที่สื่อทุกแขนงตลอด 2 ปีที่ผ่านมา “หมูเด้ง” ไม่ได้เพียงปลุกกระแสให้สวนสัตว์เปิดเขาเขียวกลับมาคึกคักอีกครั้งเท่านั้น
แต่เบื้องหลังรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของนักท่องเที่ยว ปรากฏการณ์หมูเด้งฟีเวอร์ยังดึงดูดให้คนทั่วโลกหันมาสนใจ “ภารกิจที่แท้จริง” ของสวนสัตว์ นั่นคือการอนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างแท้จริง
เมื่อ “หมูเด้ง” ปลุกกระแสการอนุรักษ์ระดับโลก
“ปัจจุบันฮิปโปแคระในธรรมชาติเหลือไม่ถึง 3,000 ตัว และจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์” ณรงค์วิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เผยความจริงเบื้องหลังความน่ารักที่หลายคนอาจยังไม่รู้
กระแสความโด่งดังของหมูเด้งบนโซเชียลมีเดีย ได้กลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หันมาสนใจเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่า “วันนี้เราทำให้ทั่วโลกเห็นแล้วว่า สวนสัตว์ไม่ได้มีไว้แค่จัดแสดงสัตว์เพื่อความบันเทิง แต่เป็นแหล่งอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์ป่า สัตว์กว่า 200 ชนิดที่เราดูแลอยู่ เป้าหมายหลักของเราคือการเพาะขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรให้ได้”
ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียวเน้นย้ำว่า ภารกิจนี้เป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องดูแลรักษาสายพันธุ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์เอาไว้ให้คนรุ่นหลัง
“เสือลายเมฆ” จากโลโก้สวนสัตว์ สู่ศูนย์กลางเพาะพันธุ์ระดับโลก
หลายคนอาจคุ้นตากับโลโก้ของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว แต่รู้หรือไม่ว่าสัตว์ในตราสัญลักษณ์คือ “เสือลายเมฆ” สัตว์ป่าคุ้มครองที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าดิบชื้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นหนึ่งในเสือสายพันธุ์ที่ "เพาะพันธุ์ยากที่สุดในโลก"
“หลายสิบปีที่ผ่านมา เราจับมือกับภาคส่วนระดับนานาชาติเพื่อทำโครงการเพาะพันธุ์เสือลายเมฆ ซึ่งเราประสบความสำเร็จอย่างสูงจนได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์กลางการเพาะพันธุ์ระดับโลก (Global Conservation Hub)” ผอ.ณรงค์วิทย์ อธิบายด้วยความภาคภูมิใจ
ปัจจุบัน สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีเสือลายเมฆในความดูแล 16 ตัว แม้การขยายพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติจะมีข้อจำกัดหลายประการ แต่ทีมงานไม่เคยถอดใจและพร้อมมองหาโอกาสใหม่ ๆ เสมอ เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การเพาะพันธุ์ลูกเสือไว้ในกรง แต่คือการสร้างโมเดลความสำเร็จด้านการปล่อยสัตว์คืนสู่ธรรมชาติ (Rewilding Project) เพื่อฟื้นฟูประชากรเสือลายเมฆในป่าดิบแล้งของไทย
“นกตะกราม” ปาฏิหาริย์ติดปีก และภารกิจคืนชีวิตสู่ผืนป่า
นอกจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแล้ว อีกหนึ่งผลงานชิ้นโบแดงที่สะท้อนความทุ่มเทอย่างไม่ลดละของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว คือโครงการเพาะขยายพันธุ์และปล่อยนกหายากคืนสู่ธรรมชาติ
ผอ.ณรงค์วิทย์ เล่าว่า หนึ่งในความสำเร็จที่น่าภูมิใจที่สุดในตอนนี้คือ โครงการเพาะขยายพันธุ์ “นกกระสาคอขาว” เพื่อนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติที่ป่าดงใหญ่ จ.บุรีรัมย์ ปัจจุบันดำเนินการมาถึงรุ่นที่ 3 แล้ว
และที่น่ายินดีที่สุดคือ นกรุ่นแรกสามารถออกลูกหลานในธรรมชาติได้เองแล้ว นอกจากนี้ สวนสัตว์ฯ ยังประสบความสำเร็จในการปล่อย “นกเงือกกรามช้าง” กลับคืนสู่ป่าภาคเหนือในพื้นที่ที่แทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว ได้ถึง 3 รุ่นเช่นกัน
แต่ประวัติศาสตร์ที่สร้างความตื่นเต้นให้วงการอนุรักษ์ไทยมากที่สุด คือความสำเร็จล่าสุดในการเพาะพันธุ์ “นกตะกราม” หนึ่งในตระกูลนกกระสาที่ใหญ่ที่สุดในไทย ซึ่งเพศเมียยังทำหน้าที่เปรียบเสมือน ‘เทศบาลแห่งธรรมชาติ’ ที่คอยกำจัดซากสัตว์และรักษาสมดุลให้ระบบนิเวศ
“นกตะกรามสูญพันธุ์จากธรรมชาติในไทยไปนานกว่า 40 ปีแล้ว” ผอ.ณรงค์วิทย์ ระบุ
“องค์การสวนสัตว์ฯ มีนกชนิดนี้เหลืออยู่แค่คู่เดียวที่เขาเขียว เราใช้เวลาศึกษาและเฝ้าดูพฤติกรรมของพวกมันมานานถึง 20 ปีเต็ม จนในที่สุดก็สามารถฟักลูกนกตะกรามด้วยตู้ฟักได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศ”
ลูกนกตะกรามที่เป็นดั่งความหวังครั้งใหม่นี้ ได้ชื่อสุดอบอุ่นว่า “น้องท่วมท้น” แทนความรู้สึกตื้นตันใจของทีมงานที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจมาตลอดสองทศวรรษ
จากปรากฏการณ์ “หมูเด้งฟีเวอร์” ที่เปิดมุมมองใหม่ให้ผู้คนหันมาสนใจสวนสัตว์ ไปจนถึงความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ “นกตะกราม” และ “เสือลายเมฆ” สะท้อนให้เห็นพันธกิจของสวนสัตว์อย่างชัดเจนว่า ไม่ได้เป็นแค่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
แต่เป็น "ห้องแล็บแห่งชีวิต" ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มนุษย์กำลังทุ่มเทสุดกำลังเพื่อคืนความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อรักษาสายพันธุ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์เอาไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างแท้จริง







