
วิศวกร ชี้วงเวียนใหญ่ยังน่าห่วง จับตาดินไหลเข้าอุโมงค์สีม่วง
นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ชี้เหตุทรุดตัวแยกวงเวียนใหญ่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด หวั่นน้ำพัดดินไหลเข้าอุโมงค์สีม่วงใต้ แนะตรวจวัดทุกชั่วโมง พร้อมเตรียมแผนสำรอง
KEY
POINTS
- เกิดเหตุน้ำรั่วซึมเข้าพื้นที่ก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้บริเวณวงเวียนใหญ่ ส่งผลให้ดินไหลตามเข้าไปด้วย ทำให้อาคารโดยรอบเกิดการทรุดตัวและแตกร้าว
- วิศวกรชี้ว่าข้อกังวลหลักไม่ใช่แค่น้ำที่รั่ว แต่คือการที่น้ำพัดพาดินเข้าไปในอุโมงค์ ซึ่งอาจทำให้ถนนยุบตัวและกระทบฐานรากของอาคารได้
- มาตรการแก้ไขในปัจจุบันคือการอัดฉีดซีเมนต์เพิ่มในชั้นดินเพื่อป้องกันดินไหล และลดแรงดันน้ำใต้ดิน พร้อมติดตามวัดระดับการทรุดตัวของอาคารอย่างต่อเนื่อง
ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีน้ำรั่วเข้าสู่พื้นที่ก่อสร้างอุโมงค์โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ ซึ่งส่งผลให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างโดยรอบเกิดการทรุดตัวและแตกร้าว พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังการลงพื้นที่ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อาคารที่อยู่ใกล้จุดก่อสร้างได้รับผลกระทบและเกิดรอยแตกร้าวจริง โดยเฉพาะบริเวณใกล้บ่อก่อสร้าง ซึ่งเป็นส่วนที่มีการก่อสร้างจุดต่ำสุดของอุโมงค์ใต้ดิน
ทั้งนี้การก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินตามปกติจะต้องมีการก่อสร้างบ่อรองรับน้ำที่อาจเกิดจากการล้างรางหรือการระบายน้ำภายในอุโมงค์ ก่อนจะสูบน้ำออกภายหลัง ทั้งนี้ จากการตรวจสอบแบบก่อสร้างพบว่า โดยหลักวิศวกรรมจะต้องมีการปรับปรุงสภาพดิน (Ground Improvement) ด้วยการฉีดซีเมนต์หรือสารเคมีเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของดิน ก่อนเปิดหน้าดินหรือก่อสร้างส่วนใต้ดิน เพื่อป้องกันน้ำและดินไหลเข้าสู่อุโมงค์ ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นได้รับแจ้งว่าการก่อสร้างในจุดดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว จึงยังมีข้อสังเกตว่าการปรับปรุงดินครอบคลุมพื้นที่เกิดเหตุอย่างเพียงพอหรือไม่ หากมีการดำเนินการตามแบบอย่างถูกต้อง โอกาสที่น้ำจะซึมเข้าสู่อุโมงค์ย่อมลดลง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
ศ.ดร.อมร กล่าวว่า มาตรการที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้คือการเสริมซีเมนต์ลงในชั้นดินเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดการไหลของน้ำเข้าสู่อุโมงค์ โดยสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงน้ำที่รั่วเข้าไป แต่คือการที่น้ำพัดพาดินไหลเข้าสู่อุโมงค์ เพราะหากดินสูญหายจะทำให้ผิวถนนเกิดการยุบตัว และส่งผลกระทบต่อฐานรากของอาคารโดยรอบ โดยเฉพาะอาคารเก่าที่ส่วนใหญ่ใช้เสาเข็มสั้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการทรุดตัวเมื่อดินรองรับหายไป
ทั้งนี้ สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยได้เข้าตรวจวัดระดับการทรุดตัวของอาคารตั้งแต่เมื่อวันที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นค่ามาตรฐานอ้างอิง และจะเข้าตรวจวัดซ้ำในวันถัดไป เพื่อเปรียบเทียบอัตราการทรุดตัวแบบวันต่อวัน รวมถึงประเมินความสัมพันธ์กับรอยแตกร้าวที่เกิดขึ้นภายในอาคาร ซึ่งจะช่วยตอบได้ว่ามาตรการแก้ไขที่ดำเนินการอยู่มีประสิทธิภาพเพียงใด
นอกจากนี้ อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่หน่วยงานกำลังดำเนินการคือการลดแรงดันน้ำใต้ดิน ด้วยการขุดบ่อบาดาลลึกและสูบน้ำออก เพื่อให้การอัดฉีดวัสดุอุดรอยรั่ว (Grouting) ทั้ง 4 จุดเกิดประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้หน่วยงานเตรียมแผนรองรับกรณีมาตรการปัจจุบันไม่ได้ผล ทั้งแผนสำรองและเทคโนโลยีอื่น เช่น การอัดน้ำเพื่อสร้างแรงดันป้องกันการไหลของดิน หรือการใช้เทคโนโลยี Ground Freezing เพื่อทำให้ดินแข็งตัว ซึ่งเป็นอีกแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญควรนำมาประเมินตามความเหมาะสม
พร้อมย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อุโมงค์ การสูบน้ำออกว่าทำได้ทันหรือไม่ การตรวจวัดระดับการทรุดตัวของถนนและอาคาร รวมถึงการเฝ้าระวังรอยแตกร้าวต่าง ๆ โดยควรตรวจวัดทุกชั่วโมง เนื่องจากสามารถใช้เครื่องมือสำรวจและกล้องวัดระดับดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง







