
UN ชูไทยต้นแบบภูมิภาค ดึงผู้ลี้ภัยเมียนมา เข้าตลาดแรงงานสำเร็จ
UN ชูไทยต้นแบบของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังรัฐบาลปรับนโยบายดึงผู้ลี้ภัยเมียนมา ออกจากค่ายพักพิงเข้าสู่ตลาดแรงงานได้แล้วกว่า 5,500 คน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ขณะนี้ ผู้ลี้ภัยเมียนมาที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพตามแนวชายแดนไทยกว่า 5,500 คนสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้สำเร็จและมีงานทำแล้ว
หลังจากรัฐบาลไทยตัดสินใจผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการจ้างงานเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งทาง UN มองว่าแนวทางปฏิบัติของไทยสามารถเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้อย่างยอดเยี่ยม
รัฐบาลไฟเขียว ผู้ลี้ภัยเมียนมา ทำงานแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
รัฐบาลไทยตัดสินใจปรับ นโยบายจ้างงาน ครั้งนี้เพื่อรับมือกับปัจจัยกดดันสองประการ
ประการแรกคือวิกฤตเงินทุนช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั่วโลกที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตัดลดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศ
ประการที่สองคือไทยเองกำลังเผชิญ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน อย่างหนัก ซึ่งสถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
ด้วยเหตุนี้ ทางการไทยจึงไฟเขียวให้ ผู้ลี้ภัยเมียนมา ราว 80,000 คน สามารถทำงานเป็นแรงงานถูกกฎหมายได้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพาเงินบริจาคและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมานานหลายสิบปีภายในศูนย์พักพิง 9 แห่งตามแนวชายแดน
มอบสิทธิเทียบเท่า แรงงานถูกกฎหมาย สานต่อเศรษฐกิจไทย
ราอูฟ มาซู (Raouf Mazou) ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ UNHCR ฝ่ายปฏิบัติการ ระบุว่า ความพยายามของไทยก้าวสู่การเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเผชิญปัญหาผู้พลัดถิ่นยืดเยื้อ แนวทางนี้ยังให้บทเรียนสำคัญแก่ประเทศที่รองรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากอย่างบังกลาเทศและมาเลเซีย ว่าผู้ลี้ภัยสามารถเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ หากรัฐบาลนำพวกเขาเข้ามาอยู่ภายใต้การคุ้มครองและกำกับดูแลอย่างถูกต้อง
"หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จในไทย ก็จะส่งผลดีต่อทั้งภูมิภาค" มาซูกล่าว
นับตั้งแต่รัฐบาลไทยเริ่มโครงการในเดือนตุลาคม ทางการทำงานร่วมกับกลุ่มนายจ้างอย่างใกล้ชิด เพื่อบังคับใช้กฎหมายให้นายจ้างต้องคุ้มครองสิทธิแรงงานผู้ลี้ภัย จัดหาหลักประกันสุขภาพ และจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ
ภายใต้โครงการนี้ ทางการไทยออกบัตรประจำตัวพิเศษให้ผู้ลี้ภัย ซึ่งสามารถนำไปใช้ยืนยันสถานะ เปิดบัญชีธนาคาร และซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือได้
มาซูมองว่าขั้นตอนเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ลี้ภัยหลอมรวมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างสมบูรณ์ โดยเจ้าหน้าที่สหประชาชาติประเมินว่า จะมีผู้ลี้ภัยอีกราว 10,000 ถึง 20,000 คนเข้าสู่ตลาดแรงงานภายในปีหน้า
ทั้งนี้ ความรวดเร็วของโครงการยังคงขึ้นอยู่กับกระบวนการทำงานของระบบราชการและโอกาสในการรับคนเข้าทำงานจริงของภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม ผู้ลี้ภัยยังคงต้องเจอกับความท้าทายหลายประการ ทั้งข้อจำกัดด้านเสรีภาพในการเดินทาง และการปรับตัวเริ่มต้นชีวิตใหม่นอกค่ายผู้อพยพ







