
JAS ยันยังไม่ปิดดีล บอลโลก 2026 เหตุฟีฟ่าโขกค่าลิขสิทธิ์แพงลิ่ว
ไทยยังเคว้ง! JAS ยันยังไม่ปิดดีลบอลโลก 2026 ชี้ราคา 1.6 พันล้านสูงเกินคุ้มทุน ขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียน 8 ชาติปิดดีลฉลุยในราคาถูกกว่าไทยหลายเท่าตัว
KEY
POINTS
- JAS ยืนยันว่ายังไม่มีการบรรลุข้อตกลงซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ตามที่มีกระแสข่าว
- ปัญหาหลักเกิดจากค่าลิขสิทธิ์ที่ฟีฟ่าตั้งราคาสูงถึง 1,600 ล้านบาท ซึ่งภาคเอกชนมองว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน
- สาเหตุที่ไทยถูกเรียกเก็บราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน มาจากบรรทัดฐานราคาที่เคยจ่ายในฟุตบอลโลก 2022
เกาะติดสถานการณ์ลิขสิทธิ์บอลโลก 2026: ไทยยังลูกผีลูกคน JAS ย้ำราคาฟีฟ่าแพงเกินทำธุรกิจ
เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก่อนมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 จะระเบิดศึกขึ้น แต่สถานการณ์ในประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ล่าสุด แหล่งข่าวจาก บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ยืนยันชัดเจนว่า ยังไม่มีการปิดดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้
ปัญหาหลักสำคัญคือ "ราคา" ที่ทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) เรียกเก็บนั้นสูงถึง 1,600 ล้านบาท (บางแหล่งระบุ 1,300 ล้านบาท)
ซึ่งทาง JAS มองว่าในมุมมองธุรกิจภาคเอกชน ราคานี้ไม่สามารถนำไปทำการตลาดหรือสร้างกำไรให้คุ้มทุนได้
โดย JAS พยายามต่อรองขอซื้อในราคาประมาณ 490-500 ล้านบาท หรือราว 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับราคาเดียวกับที่ประเทศเวียดนามได้รับ
แต่ทางฟีฟ่ายังคงไม่ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว
เมื่อหันไปมองเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน พบว่ามีถึง 8 ประเทศที่ปิดดีลไปเรียบร้อยแล้ว
ได้แก่ กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ติมอร์เลสเต, มาเลเซีย, เวียดนาม และล่าสุดคือ สปป.ลาว ที่บริษัท ยูนิเทล บรรลุข้อตกลงถ่ายทอดสดครบ 104 แมตช์
ทำให้ขณะนี้เหลือเพียง ไทย, เมียนมา และบรูไน เท่านั้นที่ยังไม่มีความชัดเจน
เปิดราคาลิขสิทธิ์แต่ละประเทศ: ทำไมไทยถึงแพงกว่าใคร? จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าราคาที่แต่ละประเทศจ่ายมีความแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ
เวียดนาม: จ่ายราว 490 ล้านบาท (15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
มาเลเซีย: จ่ายประมาณ 1,100 ล้านบาท
บังกลาเทศ: โชว์ชั้นเชิงต่อรองโดยตรงกับฟีฟ่าจนลดราคาเหลือเพียง 193 ล้านบาท (727.1 ล้านตากา) ซึ่งถูกกว่าครั้งก่อนถึง 250 ล้านตากา
จีน: ต่อรองจาก 9,800 ล้านบาท เหลือเพียง 1,960 ล้านบาท
สาเหตุสำคัญที่ประเทศไทยถูกฟีฟ่าเรียกราคาแพงกว่าเพื่อนบ้านหลายเท่าตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก "บรรทัดฐานเดิม"
ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ครั้งที่ผ่านมา ประเทศไทยจ่ายค่าลิขสิทธิ์สูงถึง 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,400 ล้านบาทในขณะนั้น) เนื่องจากติดข้อจำกัดของกฎ Must Have
ฟีฟ่าจึงใช้ตัวเลขเดิมนี้เป็นฐานในการคำนวณราคาครั้งใหม่ ประกอบกับการที่ปี 2026 มีการขยายจำนวนทีมเป็น 48 ทีม และเพิ่มแมตช์การแข่งขันเป็น 104 แมตช์ ทำให้ภาพรวมของมูลค่าลิขสิทธิ์ทั่วโลกขยับสูงขึ้นตามไปด้วย
ในขณะนี้ประเทศไทยจึงตกอยู่ในสถานการณ์ "เกมวัดใจ" ว่าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนคิกออฟ JAS จะสามารถเจรจาให้ฟีฟ่ายอมลดราคาลงมาอยู่ในจุดที่คุ้มค่ากับการลงทุนได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ "จอดำ"







