
สหรัฐฯ คงไทยอยู่ประเทศจับตา "ละเมิดลิขสิทธิ์" ชี้ยังต้องแก้กฎหมาย
สหรัฐฯ ประเมินสถานะการคุ้มครอง "ทรัพย์สินทางปัญญา" ของประเทศคู่ค้าสำคัญ จัดไทยอยู่ในประประเทศที่ต้องจับตามอง (WatchList:WL) ส่วนเวียดนาม ถูกจัดให้อยู่กลุ่มประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด ปีแรก
สหรัฐฯประกาศสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าสำคัญประจำปี 2569 โดยยังคงสถานะประเทศไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (WatchList:WL)พร้อมรับรู้พัฒนาการที่ ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของไทยในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดคล้องกับสากลและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง
นางอรมนทรัพย์ ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่าสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (UnitedStatesTradeRepresentative:USTR) ได้จัดทำรายงานสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ของประเทศคู่ค้าสำคัญภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ (Special301) เป็นประจำทุกปี เพื่อประเมินระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้า
โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- ประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด (PriorityForeignCountry:PFC)
- ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PriorityWatchList:PWL)
- ประเทศที่ต้องจับตามอง (WatchList:WL)
ซึ่งผลการประกาศ ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย ระบุ ให้ไทยยังคงสถานะในบัญชีประเทศที่ต้อง จับตามอง (WatchList:WL) ร่วมกับอีก18 กลุ่มประเทศ ได้แก่ อัลจีเรีย อาร์เจนตินา บาเบโตส เบลารุส โบลิเวีย บราชิล แคนาดา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ อียิปต์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา เม็กซิโก ปากีสถาน ปารากวัย เปรู ครินิแดด และโทเบโก และตุรกี และในปีนี้สหรัฐฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการประเมินยิ่งขึ้น จากปีก่อนที่ไม่มีประเทศใดถูกจัดไว้ในบัญชี PFC แต่ปีนี้ได้ปรับเวียดนาม จากที่เคยอยู่ในบัญชี WL มาอยู่ใน บัญชี PFC ในการประกาศครั้งล่าสุด
พร้อมทั้งจัด 6 ประเทศไว้ในบัญชี PWLได้แก่ ชิลี จีน อินเดีย อินโดนีเซียรัสเซีย และเวเนซุเอลา ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ได้เพิ่มสหภาพยุโรปเข้ามาในบัญชี WL ปีนี้ด้วย
รายงาน Special 301 ประจำปี 2569 ระบุว่า สหรัฐฯ เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย และพัฒนาการของการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกด้านการปราบปรามการละเมิดๆการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายการผลักดันการแก้ไขกฎหมายสิขสิทธิ์ และกฎหมายสิทธิบัตร
รวมทั้งการเตรียมการเข้าเป็น ภาคีความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญได้แก่ สนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPOPerformancesandPhonogramsTreaty) และความตกลงกรุงเฮก ว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (Hague AgreementConcerningInternationalRegistrationofIndustrialDesigns)
อย่างไรก็ดีสหรัฐฯ ขอให้ไทยเร่งปรับแก้ไขกฎหมายให้สำเร็จ เพื่อเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศเหล่านี้ และขอให้ไทยขยายผลการปราบปรามการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ไปถึงผู้ค้ารายใหญ่หรือแหล่งผลิตให้มากขึ้น รวมทั้งยังเห็นว่ามีคำขอสิทธิบัตรค้างสะสม (backlog) ในบางสาขา โดยเฉพาะเภสัชภัณฑ์ การแอบอ้างสิทธิในการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ การใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ และการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ผ่านการใช้อุปกรณ์และแอปพลิเคชันดาวน์โหลดข้อมูลเนื้อหา (content) ที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
นางอรมนกล่าวว่า ที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเดินหน้าปราบปรามสินค้าละเมิดอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยในด้านการปราบปราม มีผลดำเนินงานช่วง 6 เดือน ปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.2568-มี.ค.2569) จับกุมได้ 332 คดี ของกลาง 1.3 ชิ้น มูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจ 2,300 ล้านบาท และยังมุ่งจัดการย่านการค้าที่ถูกระบุว่าเป็นที่จำหน่ายสินค้าละเมิด จัดการขายสินค้าที่ขายผ่านทางออนไลน์ และจับกุมรายใหญ่
ส่วนในด้านการส่งเสริม ได้ปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายให้ทันสมัย นำเทคโนโลยีมาใช้ในการจดทะเบียน มีการพัฒนากฎหมายด้านการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์อย่างเป็นธรรม
“การผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชี WL ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของกรม โดยจะชี้แจงความก้าวหน้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สหรัฐฯ ทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินการตามแผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Work Plan) ที่ได้จัดทำร่วมกับ USTR ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการมุ่งมั่นทำงานกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม ใช้มาตรการปราบปรามเชิงรุกเพื่อตัดวงจรสินค้าละเมิดตั้งแต่ต้นตอ เน้นการจับกุมสินค้าละเมิดในย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า
ตลอดจนด่านศุลกากรข้ามแดน รวมทั้งยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมด้านการค้าการลงทุนและความน่าเชื่อถือในสายตาของนานาชาติแล้ว ยังเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย เพิ่มขีดความสามารถและสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย” นางอรมนกล่าว







