ปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ไทยเสี่ยงรับเคราะห์ราคาอาหารพุ่ง
เขย่าความมั่นคงทางอาหาร! ปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ จ่อทุบซัพพลายปุ๋ย ดันราคาอาหารโลก เอเชีย-ไทยเสี่ยงรับเคราะห์ต้นทุนพุ่ง
วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กำลังสร้างความกังวลในระดับสากลว่า ผลกระทบดังกล่าวอาจลุกลามบานปลายมากกว่าตลาดพลังงาน แต่ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ราคาอาหารทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ยังเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำหรับการขนส่ง "ปุ๋ย" ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของภาคเกษตรกรรมทั่วโลก นักวิเคราะห์เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี (CNBC) ว่า การหยุดชะงักของการขนส่งอาจส่งผลให้ต้นทุนการทำเกษตรเพิ่มสูงขึ้น ปริมาณผลผลิตลดลง และทำให้ราคาอาหารแพงขึ้นในที่สุด
สถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ (IFPRI) ชี้ว่า ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้น อาจปลุกภาวะเงินเฟ้อหมวดอาหารให้กลับมาอีกครั้ง ทั้งที่ราคาอาหารปลีกในหลายประเทศเพิ่งจะเริ่มปรับลดลงมาอยู่ในระดับปกติ
ราช พาเทล ศาสตราจารย์ด้านการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทกซัส เตือนว่า ปัญหาคอขวดของซัพพลายปุ๋ยที่สืบเนื่องจากภาวะสงคราม จะยิ่งทวีความรุนแรงของวิกฤตอาหารโลกในหลายมิติพร้อมกัน โดยระบุว่าผลกระทบดังกล่าวจะ "รุนแรงและเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้"
"ช่องแคบฮอร์มุซคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งปุ๋ย ประเทศอย่างกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และอิหร่าน คือผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียและฟอสเฟตรายใหญ่ของโลก ซึ่งสินค้าแทบทั้งหมดจำเป็นต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้" พาเทลกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชี้ว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารและปุ๋ย อาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง
ภูมิภาคแรกที่จะได้รับผลกระทบคือกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ความขัดแย้ง โดยนักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก BMI ระบุว่า ผู้บริโภคในกลุ่มประเทศสภาความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) เสี่ยงเผชิญราคาอาหารพุ่งสูงในระยะสั้น เพราะพึ่งพาการนำเข้าทางเรือผ่านช่องแคบนี้เป็นหลัก
หากการเดินเรือยังมีข้อจำกัด ประเทศที่มีฐานะเศรษฐกิจดีอย่างกาตาร์ บาห์เรน คูเวต และซาอุดีอาระเบีย อาจต้องเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางอากาศหรือทางบกซึ่งมีต้นทุนแพงกว่ามาก แต่สำหรับประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีข้อจำกัดทางการเงินอย่างอิรักและอิหร่าน อาจถึงขั้นเผชิญภาวะขาดแคลนสินค้า
แอฟริกาตอนใต้ซาฮารากระทบหนักสุด
นอกจากตะวันออกกลาง ภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (Sub-Saharan Africa) ถือเป็นจุดที่น่ากังวลที่สุด เพราะเกษตรกรใช้ปุ๋ยนำเข้าแทบทั้งหมด ขณะที่ประชาชนก็นำรายได้ส่วนใหญ่ไปใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร
ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเทกซัส ออสติน ระบุว่า ปุ๋ยที่ใช้ในภูมิภาคนี้กว่า 90% นำเข้าจากทวีปอื่น พืชหลักอย่าง "ข้าวโพด" ซึ่งต้องใช้ไนโตรเจนสูง จะรับผลกระทบหนักสุด เสี่ยงทำให้ผลผลิตตกต่ำและราคาอาหารแพงขึ้น
ไทย-เอเชียอ่วม ต้นทุนทะยาน
ภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนเช่นกัน ประเทศเศรษฐกิจการเกษตรขนาดใหญ่อย่าง อินเดีย บังกลาเทศ อินโดนีเซีย รวมทั้งไทย ต่างพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซีย หากการขนส่งหยุดชะงักยาวนาน ต้นทุนของเกษตรกรในฤดูเพาะปลูกจะพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ศาสตราจารย์พาเทล ยกตัวอย่างกรณีของไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า "เกษตรกรไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยถึง 90% โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่ผลิตจากก๊าซและต้องขนส่งผ่านฮอร์มุซ อีกทั้งยังกำหนดราคาเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐที่กำลังแข็งค่าขึ้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เท่ากับว่าเกษตรกรต้องรับมือกับผลกระทบด้านต้นทุนในทุกมิติพร้อมกัน"
ทั้งนี้ พืชเศรษฐกิจหลักของภูมิภาคเอเชียอย่างข้าวและข้าวโพด ถือเป็นกลุ่มพืชที่ต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณสูง โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า อินโดนีเซียและบังกลาเทศจะเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในภูมิภาค
ผลกระทบระยะยาว ค่าพลังงานแพงดันราคาอาหารพุ่ง
ในระยะยาว หากเกษตรกรปรับตัวรับมือกับราคาปุ๋ยที่แพงขึ้นด้วยการลดปริมาณการใช้ลง ผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกจะลดลงและส่งผลให้ราคาอาหารสูงขึ้นตามกลไกตลาด ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลกอย่างบราซิล ซึ่งนำเข้าปุ๋ยถึง 85% จะได้รับผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตถั่วเหลืองและข้าวโพด
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แม้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรอาจจะยังคงทรงตัวได้ในระยะสั้น แต่เฉพาะต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว ก็สามารถผลักดันให้เงินเฟ้อด้านอาหารทั่วโลกสูงขึ้นได้ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่การเดินเครื่องจักรกลการเกษตร การผลิตปุ๋ย ไปจนถึงการขนส่งและการแปรรูป
โจเซฟ เกลาเบอร์ นักวิจัยอาวุโสจาก IFPRI สรุปว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าอาหารแพงขึ้น อาจไม่ได้มาจากราคาผลผลิตทางการเกษตรโดยตรง แต่เป็นเพราะพลังงานคือต้นทุนก้อนใหญ่ที่แฝงอยู่ในโครงสร้างราคาอาหารปลีกทั้งหมด
ทั้งนี้ คริส บาร์เรตต์ นักเศรษฐศาสตร์การเกษตรจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ประเมินว่า ความรุนแรงของวิกฤตราคาอาหารในครั้งนี้ จะรุนแรงเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าเส้นทางขนส่งจะถูกปิดตายนานแค่ไหน


