posttoday

กรมอุตุฯเตือนพายุฤดูร้อนไทยตอนบนรับมือฝนตกหนักและลมแรงจนถึง13มี.ค.69

12 มีนาคม 2569

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนให้เฝ้าระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่มีลักษณะฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569

KEY

POINTS

  • กรมอุตุฯ เตือนประชาชนในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคอีสานฝั่งตะวันตก รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระวังพายุฤดูร้อน
  • ให้เฝ้าระวังพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฟ้าผ่า โดยหลีกเลี่ยงที่โล่งแจ้งและต้นไม้ใหญ่ในช่วงที่มีฝน
  • พายุเกิดจากการปะทะกันของมวลอากาศเย็นจากจีนและลมตะวันตกจากเมียนมาในช่วงวันที่ 11-13 มีนาคม 2569 นี้

กรมอุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อนไทยตอนบนมีผลถึง 13 มี.ค.

กรมอุตุนิยมวิทยา โดยนางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศฉบับที่ 3 แจ้งเตือนเรื่องพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569 โดยสภาพอากาศจะมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง มีลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจเกิดฝนตกหนักและปรากฏการณ์ฟ้าผ่าขึ้นได้ในบางพื้นที่ ซึ่งความรุนแรงของสภาพอากาศดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินหากประชาชนไม่มีการเฝ้าระวังหรือเตรียมความพร้อมรับมืออย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของหน่วยงานภาครัฐ

สำหรับพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบนั้น พายุฤดูร้อนจะเริ่มส่งผลกระทบที่บริเวณภาคเหนือก่อนเป็นลำดับแรก หลังจากนั้นภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมถึงพื้นที่ด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไปตามลำดับ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่เป็นวงกว้าง ประชาชนในทุกภูมิภาคที่ระบุข้างต้นจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น

มวลอากาศเย็นจีนปะทะลมตะวันตกพม่าทำไทยอากาศแปรปรวน

สาเหตุหลักของการเกิดพายุฤดูร้อนในครั้งนี้เกิดจากปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาที่สำคัญสองประการ
ประการแรกคือคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาที่เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือของประเทศไทย ประการที่สองคือการแผ่ลงมาของบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางระลอกใหม่จากประเทศจีน ซึ่งเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และทะเลจีนใต้
ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนยังมีสภาพอากาศร้อนจัดสะสมอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมวลอากาศที่แตกต่างกันมาปะทะกันจึงก่อให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศในระดับรุนแรง

ปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้ทำให้เกิดการเกื้อกูลกันจนกลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงอย่างรวดเร็ว โดยคลื่นลมตะวันตกจะส่งผลกระทบชัดเจนในพื้นที่ภาคเหนือก่อน ขณะที่มวลอากาศเย็นจากจีนจะส่งแรงปะทะเข้าทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ส่งผลให้เกิดความกดอากาศแปรปรวนไปทั่วบริเวณประเทศไทยตอนบน การบรรจบกันของปัจจัยสภาพอากาศที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างความร้อนเดิมและความเย็นใหม่ เป็นกลไกสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดพายุฝนและลูกเห็บตกในระยะนี้ ซึ่งถือเป็นลักษณะเด่นของพายุฤดูร้อนที่ประชาชนควรทำความเข้าใจ

แนะเลี่ยงที่โล่งแจ้งและเกษตรกรเร่งป้องกันความเสียหาย

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ให้คำแนะนำอย่างเคร่งครัดแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ห้ามอยู่ใกล้ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง หรือป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการโค่นล้มหรือพังทลายจากแรงลมกระโชกแรงจนอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ควรระมัดระวังอันตรายจากฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่โล่งแจ้งหรือบริเวณที่มีสื่อนำไฟฟ้า และควรดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากร้อนจัดเป็นฝนตกหนัก

ในส่วนของภาคเกษตรกรรม เกษตรกรควรเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยงอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการเสริมความแข็งแรงให้แก่โรงเรือนและไม้ผลที่กำลังให้ผลผลิตเพื่อป้องกันการหักโค่นจากลมแรงและลูกเห็บ ทั้งนี้ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้อย่างใกล้ชิดผ่านเว็บไซต์หลัก หรือช่องทางสายด่วน 1182 และ 0-2399-4012-13 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำและสามารถวางแผนการดำเนินชีวิตในช่วงที่มีพายุฤดูร้อนได้อย่างปลอดภัยที่สุด

แหล่งที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา (คลิก)

 

 

ข่าวล่าสุด

ส่องโรงกำจัดขยะอ่อนนุช เปลี่ยนมูลฝอย 1,000 ตันเป็นไฟฟ้า