กองทุนฌาปนกิจจ่อปิดอีกเพียบ! สภาผู้บริโภคจี้รัฐเร่งหาทางออก
วิกฤตกองทุนฌาปนกิจทั่วประเทศส่อแววบานปลาย สภาผู้บริโภคจี้รัฐเร่งแก้ พ.ร.บ. ปี 2545 พร้อมแนะสมาชิกเร่งตรวจสอบสถานะด่วนก่อนสายเกินแก้
สถานการณ์ กองทุนฌาปนกิจ ในประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ และมีแนวโน้มทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและเงินในกระเป๋าของประชาชน โดยทาง สภาผู้บริโภค ได้ออกมาเคลื่อนไหว พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการป้องกันและทบทวนกฎหมายที่ล้าหลัง
เปิดสาเหตุ ทำไมกองทุนฌาปนกิจถึงเสี่ยงล้ม?
วิกฤตการปิดตัวของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในหลายพื้นที่ ไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลกระทบเชิงซ้อนจากหลายปัจจัย ได้แก่
- สังคมสูงวัยและเศรษฐกิจ: จำนวนผู้สูงอายุและอัตราการเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้กองทุนมีรายจ่ายพุ่งก้าวกระโดด ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองทำให้สมาชิกขาดกำลังในการส่งเงินสมทบ
- การบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ: คณะกรรมการหลายแห่งขาดการวางแผนบริหารความเสี่ยง ไม่มีการจัดประชุม ไม่ทบทวนบัญชี และไม่แจ้งเตือนสถานะทางการเงินให้สมาชิกทราบอย่างโปร่งใส
- เลี่ยงกฎหมาย: หลายกองทุนดำเนินการในลักษณะชมรมชุมชนโดยไม่จดแจ้งต่อนายทะเบียนท้องถิ่น ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ
- การแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ: มีการแอบอ้างชื่อหน่วยงานรัฐ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทั้งที่ไม่ได้เป็นกองทุนหลักของหน่วยงานนั้นๆ
นางสาวมีนา ดวงราษี หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทั่วประเทศกว่า 4,874 แห่ง แต่เหลือที่ยังดำเนินการอยู่เพียงประมาณ 3,839 แห่งเท่านั้น กองทุนจำนวนมากที่ไม่ได้จดทะเบียนกำลังเป็นความเสี่ยงใหญ่สำหรับผู้บริโภค
ทำความเข้าใจรูปแบบการเก็บ เงินฌาปนกิจ
ความเสี่ยงของกองทุนยังขึ้นอยู่กับรูปแบบการเรียกเก็บเงิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ
1. แบบเหมาจ่ายล่วงหน้ารายปี: คำนวณจากการคาดการณ์จำนวนผู้เสียชีวิต รูปแบบนี้มีความเสี่ยงสูงมาก หากมีผู้เสียชีวิตจริงมากกว่าที่ประเมินไว้ เงินสำรองจะไม่พอจ่าย
2. แบบเรียกเก็บตามจำนวนผู้เสียชีวิตจริง: นำจำนวนผู้เสียชีวิตคูณด้วยอัตราเงินสมทบต่อราย รูปแบบนี้มีสมดุลและปลอดภัยกว่า เพราะรายรับจะสอดคล้องกับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง
4 ข้อเสนอถึงภาครัฐ ผ่าวิกฤตทางตัน
เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน สภาผู้บริโภคได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการ ได้แก่
- ตรวจสอบเชิงรุก: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเร่งสำรวจกองทุนในพื้นที่ หากพบการดำเนินงานโดยไม่จดทะเบียน ต้องบังคับให้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- แก้กฎหมายให้ทันสมัย: ปรับปรุง พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 ที่ใช้มานานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะบทลงโทษที่ยังไม่สอดคล้องกับความเสียหาย
- สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง: รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจว่า เงินฌาปนกิจ คือ "เงินสงเคราะห์" ช่วยเหลือสมาชิกที่เสียชีวิต ไม่ใช่ "เงินออม" ที่จะได้รับคืนในภายหลัง
- ยกระดับคณะกรรมการ: ผู้บริหารกองทุนต้องผ่านการอบรมด้านการเงินและบัญชี เพื่อออกแบบระบบเรียกเก็บเงินที่รัดกุม
เช็กลิสต์ก่อนจ่ายเงิน สมาชิกต้องรับมืออย่างไร?
สำหรับผู้บริโภคที่กำลังลังเลว่าจะส่งเงินสมทบต่อ หรือกำลังตัดสินใจสมัครสมาชิก ควรใช้สิทธิของตนเองโดยตรวจสอบ 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
- ตรวจสอบว่ากองทุนนั้น จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่
- อ่านระเบียบ ข้อบังคับ และเงื่อนไขอย่างละเอียด ระวังการโฆษณาชวนเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง
- ตรวจสอบประวัติของคณะกรรมการบริหาร และสถานที่ตั้งสำนักงานว่ามีอยู่จริง
- ใช้สิทธิสมาชิกในการขอเข้าดู สถานะทางการเงิน รายรับ-รายจ่าย และเข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม หากพบว่า กองทุนฌาปนกิจ มีความเสี่ยงที่จะปิดตัว สมาชิกควรรวมตัวกันขอให้คณะกรรมการจัดประชุมเพื่อหาทางออกร่วมกัน หากต้องเลิกกองทุนต้องมีการชำระบัญชีอย่างเป็นธรรม
หากไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถนำเรื่องร้องเรียนได้ที่นายทะเบียนท้องถิ่น, ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อบต., ท้องถิ่นจังหวัด, สคบ. หรือ สภาผู้บริโภค เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง


