กังขา! ตรีนุชสั่งยกเครื่องประกันสังคม งบโรงอาหาร 12 ล้าน ยังไร้คำตอบ
รมว.แรงงานเดินหน้าปฏิรูประบบประกันสังคมทั้งโครงสร้าง ท่ามกลางแรงกดดันสังคมตรวจสอบงบปรับปรุงโรงอาหาร สปส.พื้นที่ 3 ครบ 24 ชั่วโมงยังไม่ชี้แจงชัด หวั่นกระทบความเชื่อมั่นผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน
KEY
POINTS
- นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน สั่งปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมทั้งระบบและโครงสร้างการบริหารเป็นวาระเร่งด่วน
- การสั่งปฏิรูปเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันให้ตรวจสอบการใช้งบ 12 ล้านบาทปรับปรุงโรงอาหาร ซึ่งยังไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจนหลังครบกำหนด
- เป้าหมายการปฏิรูปคือให้มีการบริหารอย่างมืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และอาจแยกตัวเป็นอิสระจากระบบราชการเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งเดินหน้ายกเครื่องสำนักงานประกันสังคมทั้งระบบและโครงสร้างการบริหารเป็นวาระเร่งด่วน ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมที่เรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้งบบริหาร 12 ล้านบาท ปรับปรุงโรงอาหารสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 3 ซึ่งครบกำหนด 24 ชั่วโมงในการรายงานข้อเท็จจริงแล้ว แต่ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการที่ชัดเจนออกมา
รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมก่อตั้งมากว่า 31 ปี ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงานจัดจ้างสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้และเสนอแนวทางปฏิรูประบบและโครงสร้างการบริหาร มุ่งสู่การบริหารโดยมืออาชีพ เน้นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลัง และผู้ที่เข้าใจความต้องการของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง
นางสาวตรีนุช ระบุว่า ข้อจำกัดสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือ “ปัญหาเชิงระบบและโครงสร้าง” ซึ่งส่งผลต่อความคล่องตัวในการบริหารและการดูแลผู้ประกันตน พร้อมแสดงความเห็นว่า สำนักงานประกันสังคมควรมีความเป็นอิสระมากขึ้น เพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน และนายจ้างอีกกว่า 500,000 ราย โดยได้มอบหมายให้ศึกษารูปแบบการบริหารที่แยกออกจากระบบราชการเดิม อาทิ โมเดลคล้ายกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือการดำเนินงานในลักษณะสถาบันการเงินที่มีความยืดหยุ่นสูง
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา รมว.แรงงานได้สั่งให้สำนักงานประกันสังคมรายงานข้อเท็จจริงภายใน 24 ชั่วโมง กรณีการนำงบบริหารจำนวน 12 ล้านบาทไปใช้ปรับปรุงโรงอาหารสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ 3 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่กระทรวงแรงงาน โดยย้ำว่า แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 แต่ทุกเรื่องต้องตรวจสอบได้ โปร่งใส และไม่ควรเกิดซ้ำ
อย่างไรก็ตาม หลังครบกำหนดเวลาดังกล่าว กระแสสังคมยังคงตั้งคำถามถึงความคืบหน้าและรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณ ขณะที่ รมว.แรงงานแสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนกว่า 24.5 ล้านคน โดยย้ำว่า เงินกองทุนทุกบาททุกสตางค์คือเงินที่หักจากค่าจ้างแรงงานเพื่อความมั่นคงในชีวิต ตั้งแต่เกิด เจ็บป่วย ว่างงาน พิการ ไปจนถึงบำนาญชราภาพ จึงไม่ใช่เงินของสำนักงานประกันสังคม แต่เป็นเงินของผู้ประกันตน การนำไปใช้ต้องยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้
รมว.แรงงานยังขอบคุณภาคประชาสังคมที่ช่วยสะท้อนข้อมูล พร้อมระบุว่า การนำเงินผู้ประกันตนไปบริหารจัดการอย่างไม่เหมาะสม ไม่เพียงเป็นความผิดร้ายแรง แต่ยังบั่นทอนระบบประกันสังคมและทำลายความเชื่อมั่นที่ต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูกลับคืนมา
ด้านกระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมเคยออกแถลงชี้แจงว่า โครงการปรับปรุงโรงอาหารดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2561 ผ่านกระบวนการพิจารณา อนุมัติ และตรวจสอบตามกฎหมายครบถ้วน ทั้งในระดับคณะกรรมการประกันสังคม หน่วยงานงบประมาณ หน่วยงานตรวจสอบ และการขออนุญาตใช้พื้นที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์
โดยสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ 3 รับผิดชอบพื้นที่ดินแดง พญาไท ราชเทวี และห้วยขวาง ครอบคลุมผู้ประกันตนเกือบ 600,000 คน มีผู้มาติดต่อราชการเฉลี่ยวันละ 300–400 คน อีกทั้งเป็นที่ตั้งของหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีโรงอาหารหรือสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานรองรับผู้ใช้บริการจำนวนมาก
ทั้งนี้ โรงอาหารถูกจัดเป็นสวัสดิการสาธารณะ ไม่แสวงหากำไร เปิดให้บริการผู้ประกันตน แรงงาน และประชาชนทั่วไปในราคาย่อมเยา เพื่อลดภาระค่าครองชีพ และยืนยันว่าดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ
นางสาวตรีนุช ย้ำว่า การปฏิรูปประกันสังคมครั้งนี้มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อสร้างระบบสิทธิประโยชน์ที่ “เหมาะสมและยั่งยืน” สำหรับผู้ประกันตนทุกมาตรา โดยการตัดสินใจลงทุนและการใช้เงินกองทุนในอนาคตต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่แม่นยำ มีการวิเคราะห์ผลกระทบรอบด้าน และยึดหลักธรรมาภิบาลที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลการลงทุนและสถานะกองทุนอย่างโปร่งใส เพื่อฟื้นฟูศรัทธาและทำให้สำนักงานประกันสังคมกลับสู่บทบาทหลักในการเป็นหลักประกันชีวิตของแรงงานไทยอย่างแท้จริง


