posttoday

อนาคต 'คนรุ่นใหม่' โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ ในโลกที่งานไม่รอคน

22 มกราคม 2569

'ธรรมศาสตร์' เปิดเวทีเสวนา "ปีม้าไฟกับอนาคตคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร ในโลกที่งานไม่รอคน" อนาคตคนรุ่นใหม่ กูรู แนะรัฐเตรียมรับมือโลกยุคใหม่

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเวทีเสวนา ปีม้าไฟกับอนาคตคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร ในโลกที่งาน ไม่รอคน

เสียงจากตัวแทนคนรุ่นใหม่และผู้เชี่ยวชาญถึง "ว่าที่รัฐบาลใหม่" ต่อประเด็นความอยู่รอดของบัณฑิตจบใหม่และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง

 

รัฐธรรมนูญและค่าแรง : กติกาที่ต้องนิยามใหม่

น.ส. อพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดประเด็นถึงความกังวลในตัวบทกฎหมายสูงสุด โดยชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่คือการตัดสินใจต่อประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมตั้งคำถามถึงคำว่า "ค่าแรงที่เหมาะแก่การดำรงชีพ" ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ขาดความชัดเจนเมื่อเทียบกับคำว่า "ค่าแรงที่เป็นธรรม" ในอดีต

 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและสวัสดิการของแรงงานรุ่นใหม่ หากรัฐบาลหน้าไม่เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเทศอาจติดหล่ม "ต้มกบ" ที่เศรษฐกิจจะค่อยๆ ตายลงไปท่ามกลางความไม่ชัดเจนของจุดจบความขัดแย้งระดับโลก

น.ส. อพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การศึกษาที่ย่ำอยู่กับที่: โจทย์ใหญ่ของ Gen Z

ในมุมมองของการผลิตทรัพยากรมนุษย์ อพิชญาเน้นย้ำว่าระบบการศึกษาไทยยังคง "ย่ำอยู่กับที่" และเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ การเรียนแบบท่องจำไม่สามารถตอบโจทย์โลกที่ต้องการคนที่กล้าเผชิญความท้าทายใหม่ๆ

ขณะที่งบประมาณในระดับอุดมศึกษาจำกัด ทำให้มหาวิทยาลัยหลุดโฟกัสจากการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาไปสู่การหารายได้เพื่อความอยู่รอด พร้อมเรียกร้องให้กระทรวง อว. มีบทบาทในการสนับสนุนนวัตกรรมมากกว่าการออกคำสั่ง เพื่อยับยั้งสภาวะ "สมองไหล" ที่คนเก่งเลือกไปเติบโตต่างประเทศ

ปีม้าไฟกับอนาคตคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร ในโลกที่งานไม่รอคน

ปลดล็อกระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ เสนอทางออกด้วยการสร้าง "ระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง" โดยเสนอให้ปรับเปลี่ยนบทบาทของ กศน. ให้เป็นโหนดการเรียนรู้ที่วิ่งเข้าหาชุมชน และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการวิเคราะห์พัฒนาการของผู้เรียนเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม

การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องไม่ใช่แค่สโลแกน แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้ฟรีและมีคุณภาพสูง เพื่อให้แรงงาน 37 ล้านคนสามารถปรับตัวได้ทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยให้บัณฑิตต้องเผชิญโลกความจริงที่ "เข้ายาก อยู่ยาก และออกยาก" อย่างที่เป็นอยู่

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์

ปฏิรูปภาครัฐและกฎหมาย: สินค้าส่งออกที่ขาดหาย

ทางด้าน ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำภาควิชาการเงิน มองว่านโยบายสาธารณะต้องปรับปรุงทั้งระดับมหภาคและจุลภาค ในภาพใหญ่รัฐต้องใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เข้ามาปฏิรูปภาครัฐเพื่อลดภาระทางการคลังและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ขณะที่ในด้านการเงินและธุรกิจ โดยชี้ให้เห็นว่าสิงคโปร์ส่งออก "กฎหมาย" ที่แข็งแกร่งเป็นสินค้าหลัก

แต่ไทยกลับมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้สตาร์ทอัพไทยต้องไปจดทะเบียนที่ต่างประเทศ การบังคับใช้กฎหมายที่เน้นความเมตตาจนเกินไปในบางกรณีกลับทำลายระบบสินเชื่อและสร้างหนี้เสีย (NPL) ให้กับผู้ให้บริการทางการเงินในระบบ

 

พฤติกรรมทางการเงิน: กุญแจสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

ดร.อาณัติ ปิดท้ายด้วยผลการศึกษาจากครัวเรือนกว่า 1,000 แห่ง พบว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากหนี้สินคือ "พฤติกรรมทางการเงิน" ไม่ใช่เพียงความรู้หรือทัศนคติ ท่านวิพากษ์นโยบายประชานิยมระยะสั้น เช่น หวยบำนาญ หรือการแจกเงินชั่วครั้งชั่วคราว ว่าเป็นการส่งเสริม "พฤติกรรมด้อย" รัฐบาลใหม่ควรหันมาสร้างนโยบายที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการออมและการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำภาควิชาการเงิน

วิกฤตผู้นำและการบริหาร : เมื่อกระทรวงศึกษาฯ ไร้คนอยากนั่ง

ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยภาพสะท้อนอันเจ็บปวดของระบบการศึกษาไทย โดยชี้ให้เห็นว่า "กระทรวงศึกษาธิการ" และ "อว." กลายเป็นพื้นที่ที่ขาดแคลนผู้นำที่มีความรู้ความเข้าใจ รัฐมนตรีหลายคนเข้ามานั่งตำแหน่งโดยไร้แพสชัน ส่งผลให้งบประมาณมหาศาลถูกใช้ไปกับเงินเดือนและสวัสดิการบุคลากร มากกว่าจะตกถึงตัวผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

 

รื้อถอน "โมเดลความเหมือน": การจัดการที่เอื้อคนทำ แต่ทำร้ายผู้เรียน

ดร.อดิศร วิพากษ์หลักคิดเรื่องการจัดการศึกษาที่ต้อง "เหมือนกันทั้งประเทศ" ว่าเป็นความผิดพลาดเชิงฐานราก ระบบปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกของ "ผู้จัด" (ภาครัฐ) แต่ไม่ได้คำนึงถึง "ผู้เรียน" และโลกที่เปลี่ยนไป ท่านเสนอให้ทำลายกรอบเดิมที่บังคับว่าปริญญาตรีต้องเรียน 4 ปี และหันมาสร้างโมเดลที่แตกต่างหลากหลายตามบริบทพื้นที่

"เราต้องเลิกคิดว่าการเรียนต้องมีสูตรสำเร็จแบบเดียว โลกเปลี่ยนไปแล้ว บางวิชาชีพอาจใช้เวลาแค่ครึ่งปี บางอย่างอาจต้องใช้มากกว่า 4 ปี ระบบควรยืดหยุ่นพอที่จะให้เด็กค้นพบตัวเองได้ตั้งแต่วัยเยาว์"

 

อาชีวะคือกระดูกสันหลัง: ค่านิยมที่ต้องปฏิรูป

ประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาเปรียบเทียบคือ "ฟินแลนด์โมเดล" ที่เด็กส่วนใหญ่เลือกเรียนสายอาชีวะมากกว่าสายสามัญ เพราะค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อและได้รับเกียรติทางสังคม ผิดกับไทยที่ยังติดกับดักการดูถูกงานสายอาชีพ ทำให้เราได้แรงงานที่ทำตามคำสั่งแต่ "สร้างนวัตกรรมไม่ได้" รัฐบาลใหม่จึงต้องเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องโครงสร้างค่าตอบแทนให้เป็นธรรมในทุกวิชาชีพ

ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย: การทำงานข้ามกระทรวง

แนวคิดเรื่องโรงเรียนแบบ "สาธิตธรรมศาสตร์" ไม่ควรถูกทำซ้ำเป็นพิมพ์เขียวเดียวทั่วประเทศ แต่ควรสร้าง Ecosystem หรือระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับท้องถิ่น โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายกระทรวง เช่น มหาดไทย สาธารณสุข และ พม. เพื่อดูแลทั้งมิติสุขภาพจิตและความปลอดภัยในทุกด้าน ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว

 

หยุดนโยบาย Copy & Paste: จากกระดาษสู่หน้างานจริง

ดร.อดิศร ทิ้งท้ายด้วยการเตือนว่านโยบายที่ก๊อปปี้มาจากต่างประเทศ เช่น "ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้" มักล้มเหลวในระดับปฏิบัติการ เพราะบุคลากรหน้างานไม่เข้าใจและไม่เชื่อมั่นในความต่อเนื่องของนโยบาย ท่านเสนอให้มีการสกรีนคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็น "ครู" ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ได้คนที่มีใจรักการสอนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงคนที่ต้องการสวัสดิการหรือความมั่นคงทางการเงิน


 

ก้าวข้ามกับดัก "ค่าแรงถูก" สู่การแข่งขันด้วยศักยภาพ

เมธา ประภาวกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคล กลาง บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ตัวแทนภาคธุรกิจ ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า ประเทศไทยไม่สามารถและไม่ควรมีชัยชนะเหนือคู่แข่งด้วย "ค่าแรงที่ถูก" อีกต่อไป สิ่งที่จะทำให้ชาติอยู่รอดได้ในอนาคตคือ ทักษะ (Skill) และ ขีดความสามารถ (Capability) ของคนในชาติ ท่านมองว่าภาคธุรกิจต้องบริหารจัดการเหมือนการมีชีวิตรอดที่ต้องรู้จักทั้งการหาเงินและการบริหารต้นทุน ซึ่งจุดนี้เองที่ภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ "ยื่นปลา" หรือการอัดฉีดเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างระบบที่ยั่งยืน

"ถ้าเราใช้แค่นโยบายให้เงิน โดยที่คนรับไม่ได้เรียนรู้วิธีการหาเงิน เงินที่ใส่ลงไปก็จะหายไปกับหนี้ครัวเรือน เราต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างการประท้วงเรื่องของแพงหรือราคาพืชผล มาเป็นการสอนให้บริหารจัดการเป็นตั้งแต่ต้นทาง"

นายเมธา ประภาวกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคล กลาง บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

สร้าง "Business Mindset" ตั้งแต่ระดับปฐมวัย

หนึ่งในข้อเสนอที่ทรงพลังจากภาคเอกชนคือการปฏิรูประบบการเรียนการสอน โดยยกตัวอย่างโมเดลการสอนที่เน้น "ประเด็นปัญหา (Issue-based Learning)" มากกว่าฟังก์ชันวิชาการ เช่น การให้เด็กเรียนรู้วิธีทำพิซซ่าขายให้มีกำไร ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้เด็กเข้าใจเรื่องการจัดซื้อ (Sourcing) การตลาด (Marketing) บัญชี (Accounting) และนวัตกรรม (Innovation) ได้ด้วยตัวเองผ่านการปฏิบัติจริง

การสร้างจิตสำนึกแบบผู้ประกอบการเช่นนี้จะช่วยให้คนรุ่นใหม่รู้วิธีบริหารจัดการต้นทุนชีวิตและสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับสินค้าไทย เช่นเดียวกับโมเดลความสำเร็จของสินค้าพรีเมียมในญี่ปุ่น

ข่าวล่าสุด

ประกันสังคมร้อน! ตรีนุชสั่งสอบงบ 12 ล้าน ใช้เงินผู้ประกันตนหรือไม่