ผ่าขบวนการฉ้อราษฎร์บังหลวง! 'บัตรหัวศูนย์' ฟอกสถานะ 'จีนเทา'
'บัตรหัวศูนย์' ตั๋วฟอกสถานะ 'อาชญากรข้ามชาติ' ขบวนการเจ้าหน้าที่รัฐ ฉ้อราษฎร์บังหลวง แลกผลประโยชน์ สั่นคลอนความมั่นคงชาติ
'บัตรหัวศูนย์' ตั๋วฟอกสถานะ 'อาชญากรข้ามชาติ'
เอกสารสำคัญที่ควรเป็นหลักประกันสถานะพลเมืองโดยชอบธรรมสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์กลับกลายเป็น "ตั๋วผ่านทาง" ชั้นดีให้กับอาชญากรข้ามชาติ ด้วยฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ซึ่งมีอำนาจในที่ว่าการอำเภอ แต่กลับร่วมกันฉ้อราษฎร์บังหลวงตั้งขบวนการใช้อำนาจโดยมิชอบ รับจ้างออกบัตรหัวศูนย์แก่กลุ่มอาชญากรต่างด้าว เพื่อเป็นบันไดขั้นแรกสู่การได้สิทธิ์พลเมืองไทย
ปฏิบัติการ "ตัดหมอกเวียงแหง"
หน่วยงานความมั่นคงหลายภาคส่วน อันได้แก่ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.), กรมการปกครอง, DSI, ป.ป.ช., และ ป.ป.ท. ได้ผนึกกำลังเพื่อเปิดโปงขบวนการทุจริตในที่ว่าการอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่
พ.ต.อ.สมรภูมิ ไทยเขียว รอง ผบก.ปปป. เปิดเผยถึงการบูรณาการสืบสวนสอบสวนกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมกันใช้อำนาจโดยมิชอบ ในการออกบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรหัวศูนย์) ให้กับคนต่างด้าว โดยเฉพาะกลุ่ม "จีนเทา" ซึ่งถือเป็น "บันไดขั้นแรกสู่การได้สิทธิ์พลเมืองไทย"
การตรวจสอบพยานหลักฐานเบื้องต้นตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ได้นำมาสู่ข้อสรุปอันน่าตกใจว่า มีหลักฐานเชื่อมโยงถึงกลุ่มขบวนการน่าเชื่อว่ามีการทุจริตออกบัตรประจำตัวนี้จริง
"แผนประทุษกรรม" จากการอำนวยความสะดวกสู่การ "สวมสิทธิ์ข้ามชาติ"
วงจรทุจริตนี้เริ่มต้นมาจากการเรียกรับ "ส่วย" จากผู้ยื่นขอสิทธิ์อันชอบธรรม เพื่อแลกกับการเร่งรัดกระบวนการ แต่เมื่อผลประโยชน์เติบโตขึ้น ขบวนการนี้ได้ผันตัวสู่ระดับองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ เป้าหมายหลักคือการรับจ้าง "สวมสิทธิ์พลเมือง" ให้กับแก๊งจีนเทาและอาชญากรข้ามชาติที่ต้องการฟอกสถานะ
พ.ต.อ.สมรภูมิ ระบุถึง "แผนประทุษกรรม" ที่เริ่มต้นจากความต้องการได้บัตรหัวศูนย์ ซึ่งโดยหลักการเป็นนโยบายให้สถานะแก่กลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวชายแดนกว่า 4 แสนคน แต่กลับถูกใช้เป็นช่องว่างให้เจ้าหน้าที่ทุจริต ร่วมมือกับนายหน้าหาคนที่ต้องการทำบัตร
โดยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ห้าหมื่นบาทไปจนถึงหลักล้านบาทต่อคน โดยเฉพาะกลุ่มคนจีนที่ยอมจ่ายมูลค่าสูงเพื่อสวมสิทธิ์ "หลังๆมาก็มีการสวมตัวหรือสวมสิทธิ์ หนักๆเข้าก็เป็นการเอาคนจีนหรืออาชญากรที่หนีเข้าประเทศมา เอามาสวมสิทธิ์"
ชำแหละขบวนการฉ้อราษฎร์บังหลวง
การสืบสวนพบว่า ขบวนการนี้มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน
1.นายหน้า : ผู้จัดหาลูกค้าจำพวกกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ทุนจีนเทา
2.เจ้าหน้าที่รัฐระดับล่าง : รับผิดชอบการถ่ายรูป ทำบัตร สอบประวัติ และพิมพ์ลายนิ้วมือ
3.พยานรับรอง : กำนันและผู้ใหญ่บ้านร่วมเซ็นรับรอง (โดยเป็นการรับรองเท็จ)
4.ผู้มีอำนาจอนุมัติสูงสุด : นายอำเภอและปลัดอำเภอ ผู้มีอำนาจสอบสวนสิทธิ์และเซ็นอนุมัติ
โดยทุกส่วนเชื่อมโยงถึงกันเป็นวงจรอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในที่ว่าการอำเภอเวียงแหง โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอำเภอเป็นตัวการสำคัญ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของตนเองและคนในพื้นที่ ในการออกเอกสารโดยมิชอบ ซึ่งผู้อนุมัติก็คือนายอำเภอ จะเห็นว่าขบวนการเหล่านี้จะมีตั้งแต่ผู้สั่งการ ผู้อนุมัติ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการและมีกลุ่มที่เป็นพยานเท็จ
ภัยคุกคามต่ออธิปไตย เมื่อ เจ้าหน้าที่รัฐ เปิดทางให้ 'จีนเทา'
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการทุจริตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกีดกันสิทธิ์ของชนกลุ่มน้อยที่สมควรได้รับ แต่เป็น "ภัยคุกคามต่ออธิปไตยของประเทศ"
เมื่อบัตรหัวศูนย์กลายเป็นตั๋วผ่านทางที่ถูกฎหมายให้แก๊งจีนเทา หรืออาชญากรข้ามชาติที่หลบหนีคดี นั่นหมายถึงการอนุญาตให้บุคคลอันตรายเหล่านี้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระในราชอาณาจักรไทย ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้จะไปสร้างความเสียหายให้กับประเทศในหลายรูปแบบ ทั้งเรื่องอาชญากรรม สแกมเมอร์ การพนัน และยาเสพติด
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การทุจริตนี้ถ้าเรายังปล่อยไว้จะเป็นปัญหาต่อความมั่นคงของประเทศเพราะว่าบุคคลพวกนี้ถือเป็นบุคคลที่ คือเรามองว่าส่วนใหญ่จะเป็นคนกระทำความผิดแล้วหลบหนีมาการแก้ปัญหาจีนเทาอย่างจริงจัง สิ่งแรกที่ต้องเร่งจัดการคือ "ไทยเทา" หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เอื้อประโยชน์ เปิดทางให้ขบวนการเหล่านี้เดินหน้าได้ วงจรทุจริตจึงจะถูกตัดตอนอย่างแท้จริง
ช่องโหว่ของระบบ : รวมศูนย์อำนาจและการขาดการถ่วงดุล
การสืบสวนพบ "ช่องโหว่" สำคัญที่นำไปสู่การทุจริต พ.ต.อ.สมรภูมิ ระบุว่า กระบวนการทั้งหมด "เบ็ดเสร็จจะอยู่ที่อำเภอ" โดยขาดการตรวจสอบหรือถ่วงดุลจากหน่วยงานอื่น อาทิ การเปรียบเทียบใบหน้าหรือลายนิ้วมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การให้อำนาจดุลพินิจกับนายอำเภอหรือปลัดอำเภออย่างเบ็ดเสร็จ ถูกมองว่า "สุ่มเสี่ยงต่อการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบได้" นอกจากนี้ การเป็นพยานรับรองโดยกำนันผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นคนในหน่วยงานเดียวกัน ย่อมเกรงใจกันโดยไม่มีการถ่วงดุล ทำให้การรับรองถิ่นที่อยู่เป็นเท็จสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย
ส่วยสัญชาติ : ความเสียหายที่ไม่อาจประเมินได้
หากประเมินมูลค่าการเรียกเก็บ "ส่วยสัญชาติ" ที่สูงถึง 5 หมื่นบาท ถึง 1 ล้านบาทต่อราย และมีผู้เกี่ยวข้องในการฟอกสัญชาติกว่า 4,000 ราย นั่นหมายความว่า เงินที่สะพัดอยู่ในขบวนการนี้อาจทะลุสองแสนล้านบาท
แต่ความเสียหายแท้จริงที่ไม่อาจประเมินมูลค่าได้ คือ "ความมั่นคงของชาติที่สูญเสียไป" จากการทรยศต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงในพื้นที่
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ย้ำถึงความจำเป็นต้องหยุดวงจรอุบาทว์นี้ และส่งสัญญาณไปยังเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนว่า "เราจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ในการเอาเจ้าหน้าที่ทุกคนที่กระทำความผิดมาลงโทษ" การสืบสวนขยายผลทั่วประเทศที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อ "ปิดฉาก ส่วยสัญชาติ" และเรียกคืนความมั่นคงของประเทศที่ถูกบ่อนทำลายโดยเครือข่ายทุจริตภายใน


