อนุทิน สั่งสอบข่าวอ้างเกาหลีเปิดรายชื่อ ส.ส.ไทยพัวพันสแกมเมอร์
นายกรัฐมนตรีสั่งกระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบข่าวอ้างผู้นำเกาหลีเปิดรายชื่อนักการเมืองไทย 7 รายเอี่ยวสแกมเมอร์ พร้อมย้ำหากพบหลักฐานชัด จะดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น
ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ที่อ้างว่า นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เตรียมเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองไทย 7 คน ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา
นายอนุทินกล่าวว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที พร้อมยืนยันว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่าข่าวดังกล่าวเป็นจริง และมีหลักฐานชัดเจนว่าบุคคลใดกระทำผิดกฎหมาย จะต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น
นายกรัฐมนตรีเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ไม่ได้มีการพูดถึงประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด จึงต้องตรวจสอบต้นตอของข่าวอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเมื่อข่าวมาจากเพจออนไลน์ที่ยังไม่สามารถยืนยันความน่าเชื่อถือได้ ทั้งนี้ นายอนุทินมีกำหนดเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย–แปซิฟิก (APEC) ที่ประเทศเกาหลีใต้ในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจใช้โอกาสนั้นหารือกับผู้นำเกาหลีใต้โดยตรง
นายอนุทินกล่าวย้ำว่า ได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ติดตามความเคลื่อนไหวของข่าวนี้อย่างใกล้ชิด และรายงานความคืบหน้าผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการ
ในส่วนของการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างจริงจัง โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องได้แล้ว 37 ราย และอยู่ระหว่างขยายผลเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 จะมีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป และมอบหมายภารกิจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
นายอนุทินกล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังร่วมมือกับนานาชาติในการคว่ำบาตรทางการเงินต่อบริษัทและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อสกัดกั้นการฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยย้ำว่าประเทศไทยต้องมีบทบาทเชิงรุกในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อร่วมปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ในทุกรูปแบบ
เมื่อถูกถามถึงมาตรการก่อนหน้านี้ เช่น การตัดไฟฟ้าและสัญญาณอินเทอร์เน็ตตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา นายกรัฐมนตรีตอบว่า หากตรวจสอบพบว่ามีการใช้โครงสร้างพื้นฐานของไทยเพื่อกิจกรรมผิดกฎหมาย รัฐบาลจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดและไม่ลังเล


