ศาลยกฟ้องคดีควบรวม TRUE–DTAC ชี้ตัดสินใจไม่เกินกรอบอำนาจ
ศาลยกฟ้องคดีควบรวม “TRUE–DTAC” โดยชี้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่เกินกรอบอำนาจตามข้อกฎหมาย สะท้อนความชัดเจนทางกฎหมายและการกำกับดูแล
จากมติ “รับทราบ” การควบรวมธุรกิจ TRUE–DTAC ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอีกครั้งในกฎหมายโทรคมนาคมไทย เพราะมันไม่ได้สะท้อนเพียงความถูกต้องของขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อน “ขอบเขตอำนาจ” ของหน่วยงานกำกับ และ “ความคาดหวัง” ของสังคมต่อการแข่งขันเสรีในตลาดที่กระทบคนไทยหลายสิบล้านราย
ประการแรก ศาลเปิดประตูให้ประชาชนและสภาผู้บริโภค “มีสิทธิฟ้อง” ประเด็นนี้น่าสนใจตรงที่ ศาลเปิดโอกาสให้สภาองค์กรของผู้บริโภคหรือประชาชนที่คิดว่าตนเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำของรัฐสามารถนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ศาลได้พิจารณาและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานต่างๆ รวมตลอดถึงผลประโยชน์ของสาธารณะ จนศาลได้มีคำวินิจฉัยออกมาในที่สุด
ประการที่สอง ในทางกฏหมาย ศาลได้ยืนยันว่า “กสทช. ทำตามกรอบกฎหมายแล้ว” และ กสทช. ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามกระบวนการขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดแล้ว นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฎว่า กสทช. ยังได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและวิเคราะห์การรวมธุรกิจ ทั้งยังจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวงจำกัด 3 กลุ่มและได้พิจารณารายงานของที่ปรึกษาต่างประเทศแล้ว ศาลจึงวินิจฉัยว่า กสทช. ได้มีการดำเนินการเพื่อให้ได้ทราบข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาการรวมธุรกิจโดยครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ถึงแม้จะไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องดำเนินการดังกล่าวก็ตาม อีกทั้ง การใช้เสียงชี้ขาดของประธานเมื่อคะแนนเสมอกันก็เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย แปลเป็นภาษาธุรกิจคือ : กติกาในมือ กสทช.มี อย่างไร กสทช.ก็เดินตามกติกานั้น
ประการที่สาม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ศาล… แต่อยู่ที่ “กติกา” คำพิพากษาที่ยกฟ้องในคดีนี้สะท้อนว่า หากกลุ่มบุคคลบางกลุ่มคาดหวังที่จะไม่ให้มีการควบรวมโดยกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ก็สามารถที่จะฟ้องคดีเพื่อให้ศาลตรวจสอบตามกติกาที่มีอยู่ได้ โดยศาลจะวินิจฉัยไปตามกฏหมายและระเบียบที่มีอยู่
หรือพูดให้ชัด คือ ถ้ากติกาหรือกฎหมายให้ กสทช. “มีอำนาจรับทราบ” และ “มีอำนาจพิจารณากำหนดเงื่อนไข” การตีความของศาลก็ย่อมเป็นไปตามนั้น ตีความมากกว่านั้นไม่ได้
ประการที่สี่ ธุรกิจโทรคมนาคมในขณะนี้ กลายเป็นเกมที่เปลี่ยนมือแล้ว การควบรวม TRUE–DTAC ทำให้ตลาดมือถือไทยเกิดการแข่งขันที่ดุเดือนมากขึ้นและยิ่งต้องพัฒนาให้บริการแก่ผู้ใช้บริการ นี่คือการเปลี่ยน Landscape ของตลาดที่ส่งผลยาวนาน
• TRUE–DTAC ได้เวลาปรับโครงสร้าง ลดต้นทุน และใช้ Synergy ด้านคลื่นความถี่
• AIS ต้องเร่งเดินเกมบริการและเทคโนโลยีใหม่เพื่อรักษาฐานลูกค้า
• NT กลายเป็นผู้เล่นที่ต้องหากลยุทธ์ “จับมือ” หรือ “เฉพาะทาง” ไม่เช่นนั้นจะถูกทิ้งห่าง
โดยกสทช. ยังมีอำนาจกำหนดมาตรการกำกับหลังการรวมอยู่อย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออุตสาหกรรมและผู้ใช้บริการ
ประการที่ห้า บทเรียนที่ควรจดจำ คือ คำพิพากษาครั้งนี้ไม่ใช่ชัยชนะของใคร และไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของใคร แต่เป็นการสะท้อนความจริงว่า
• ศาลคือ “ผู้ตีความกฎหมาย” ไม่ใช่ “ผู้เขียนนโยบาย”
• กสทช. ทำตามกติกาที่มีอยู่ โดยยังคงมีหน้าที่ตรวจสอบการให้บริการของผู้ให้บริการอย่างเข้มข้น
• สภาผู้บริโภคในฐานะตัวแทนผู้บริโภคได้ใช้สิทธิฟ้องคดีและมีโอกาสได้นำเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อให้ศาลพิจารณาแล้ว
สรุป การยกฟ้องในคดี TRUE–DTAC เป็นทั้งการตรวจสอบและเป็นการวางหลักกฎหมายการใช้อำนาจของ กสทช. ว่าการดำเนินการใดๆของหน่วยงานภาครัฐจะต้องดำเนินการตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น โดย กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมีหน้าที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมและคุ้มครองผู้ใช้บริการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด


