ดร.อรรถวิชช์ เปิดเบื้องหลังผลักดัน “กฎหมายฟื้นฟูฯ” ชี้ ต้องรื้อใหม่!
เปิดเบื้องหลังผลักดัน “กฎหมายฟื้นฟูฯ” ดร.อรรถวิชช์ ชี้ กฎหมายฟื้นฟูรายย่อยใช้งานไม่ได้จริง ลูกหนี้ลืมตาอ้าปากยาก ต้องรื้อใหม่!
ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองประธานคณะกรรมาธิการร่างพ.ร.บ.ล้มละลาย ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายฟื้นฟูฯฉบับใหม่ ได้เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ถึงที่มาของการร่วมผลักดันร่างกฎหมายฟื้นฟูฯ ระบุว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายสภาเองเห็นว่า กฎหมายฟื้นฟูกิจการรายย่อยใช้ในทางปฏิบัติไม่ได้จริงตั้งแต่ปี 2559 เพราะมีความซับซ้อนและยุ่งยากคล้ายกับการแก้หนี้ฟื้นฟูกิจการรายใหญ่
ผ่านไป 9 ปีจนถึงปี 2568 มีคำร้องยื่นต่อศาลแล้ว 10 ราย และศาลสั่งตามแผนที่ลูกหนี้ขอฟื้นฟูกิจการ 2 ราย แต่ไม่มีรายใดที่สามารถฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จตามแผน ลูกหนี้ล้มละลายหมด
ดร.อรรถวิชช์ เล่าว่า สมัยที่รับราชการสังกัดกระทรวงการคลังเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ชอบทำงานด้านการแก้ไขหนี้ภาคประชาชน ได้ทำมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน ร่างกฎหมายกำกับสินเชื่อส่วนบุคคล และธุรกิจบัตรเครดิต จนมาเป็น ส.ส.ก็ให้คำปรึกษาชาวบ้านเรื่องการแก้ไขหนี้มาตลอดทำให้เข้าใจหัวอกของลูกหนี้ว่าดุลการต่อรองมันไม่เท่ากัน
“กติกามันถูกเขียนโดยนักการธนาคารที่มีความรู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเขา ไม่ได้อยู่บนโลกความเป็นจริง กฎหมายฟื้นฟูกิจการรายย่อยจึงใช้งานไม่ได้จริง และต้องยอมจำนนด้วยเหตุผลที่ว่าตั้งแต่ปี 59 ที่เริ่มใช้กฎหมายฟื้นฟูกิจการรายย่อย ไม่มีลูกหนี้รายใดชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการได้เลยสักคน"
กฎหมายถึงต้องเขียนให้ชัดและเป็นธรรมกับทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ต้องเข้าใจหัวอกทั้งสองฝ่าย เจ้าหนี้ก็ไม่อยากเห็นลูกหนี้ล้มละลายหรอกครับ เค้าอยากได้เงินคืน แต่ถ้าธนาคารละเลยไม่ฟ้องลูกหนี้พนักงานแบงก์ก็ต้องติดคุก จึงจำเป็นต้องฟ้องให้สุดทาง และกลไกการฟื้นฟูหนี้มีความซับซ้อนยุ่งยากรายใหญ่และรายย่อยแทบไม่แตกต่างกัน
ธนาคารจึงให้ความสำคัญรายใหญ่มากกว่า และปล่อยรายย่อยล้มละลายไป ดังนั้นหัวใจของกฎหมายฟื้นฟูฉบับใหม่คือ ทำให้การขออนุมัติแผนฟื้นฟูเพื่อการชำระหนี้ทำได้ง่ายขึ้น เช่น ยกเลิกการจัดประชุมเจ้าหนี้เหลือแค่เพียงการขอหนังสือยินยอมจากเจ้าหนี้เท่านั้น โดยใช้ยอดหนี้ 50% จากหนี้ทั้งหมด ซึ่งกฎหมายเดิมต้องใช้ความยินยอมจากเจ้าหนี้ ถึง 2 ใน 3 ของยอดหนี้
รวมถึงกรณีที่ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันได้แจงทรัพย์สินโดยสุจริตครบถ้วน เสนอแผนชำระหนี้ตามฐานะของตนอย่างสุดความสามารถแล้ว แผนนั้นก็ผ่านได้แม้เจ้าหนี้ไม่ให้ความยินยอม โดยกฎหมายใหม่มีรายละเอียดเป็นเช็กลิสต์ให้ศาลมีอำนาจสั่งฟื้นฟูกิจการได้ วิธีคิดนี้เป็นสากลโดยนำมาจากกฎ Cramdown ในกฎหมายล้มละลายสหรัฐอเมริกา
ขณะนี้กฎหมายได้ผ่านสภาสส.โดยผ่านทั้ง 3 วาระแล้ว และขั้นตอนต่อไปคือส่งไปที่วุฒิสภา ตอนนี้ต้องลุ้นให้วุฒิสภารีบพิจารณาให้ทันก่อนยุบสภา มิฉะนั้นจะต้องรอรัฐบาลใหม่มายืนยันร่างกฎหมายนนี้ซำ้อีก ก็จะล่าช้าออกไป
"ผมอยากเห็นงานกฎหมายที่ทุ่มเททำไป ได้ออกมาใช้งานจริง สร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งฝ่ายเจ้าหนี้และลูกหนี้ ให้เศรษฐกิจไทยเดินไปต่อได้"
ดร.อรรถวิชช์ กล่าว


