“อาคม” ชี้รัฐจำเป็นลุยกู้ดันหนี้พุ่งเพื่ออุ้มเศรษฐกิจ

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 09:31 น.
“อาคม” ชี้รัฐจำเป็นลุยกู้ดันหนี้พุ่งเพื่ออุ้มเศรษฐกิจ
“อาคม” แจงรัฐเดินเครื่องกู้เงินดันหนี้ประเทศพุ่ง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว แม้จะไม่แข็งแรง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า การที่ประเทศมีหนี้จากการกู้เงินในจำนวนที่สูงมากท่ามกลางสถานการณ์ในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องที่แตกต่างไปจากประเทศอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเช่นกัน ต้องใช้เครื่องมือทางการคลังให้เป็นประโยชน์ในภาวะที่นโยบายการเงินยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่นัก

“ทิศทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคตนั้น ถ้ากู้เยอะ แล้วหนี้ต่อจีดีพีสูงขึ้น แต่หากรายได้ไม่เพิ่ม ก็แน่นอนว่าต้องเป็นหนี้เป็นสิน ดังนั้นความสามารถในการหารายได้ เรามีโอกาส เช่น โครงการในอีอีซี โครงการที่เป็น new S curve ซึ่งทิศทางที่ธุรกิจไทยจะเติบโตไปในอนาคตได้ ต้องคำนึงถึงใน 3 ด้าน คือ ไบโอชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเหล่านี้ จะถือเป็นโอกาสของเราทุกคน” นายอาคม กล่าว

นายอาคม กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2/2564 ที่ขยายตัวได้ 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และหากเทียบรายไตรมาส จะพบว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ แม้จะยังไม่ฟื้นตัวได้แข็งแรงมากนักก็ตาม แต่ก็เริ่มเห็นแนวโน้มที่จะกลับมาดีขึ้น โดยเชื่อว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะยังอยู่กับประเทศไทยต่อไปอีก เพียงแต่จะอยู่ร่วมกันอย่างไรให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ด้วย ส่วนการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา เป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะสร้างสมดุลระหว่างการดูแลด้านสาธารณสุขกับด้านเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ซึ่งรัฐบาลได้มีมาตรการออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยพิจารณาการให้ความช่วยเหลือเยียวยาทั้งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไป โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่รายได้ของประเทศด้านการท่องเที่ยวหายไปมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการต่าง ๆ ที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่เป็นห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ในธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงเอสเอ็มอีที่ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งรัฐบาลได้พยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่

“ยอมรับว่าผลกระทบกับเอสเอ็มอีรอบนี้ ค่อนข้างจะสาหัส หลายร้าน หลายบริษัทต้องปิดตัว หรือไปกู้หนี้ยืมสิน เข้ามาตรการพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการสินเชื้อฟื้นฟู ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เบิกจ่ายไปแล้วเกือบแสนล้านบาท มีเอสเอ็มอีเข้ามา 3 หมื่นกว่าราย ซึ่งยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเอสเอ็มอีทั้งประเทศที่มีอยู่กว่า 3 ล้านราย ส่วนมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ มีเข้ามาแล้ว 74 ราย มูลค่ารับโอนทรัพย์สิน 1.1 หมื่นล้านบาท” นายอาคม กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง รายงานหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2564 มียอดหนี้จำนวน 8,909,063 ล้านบาท หรือ 55.59% ของจีดีพี ใกล้ระดับเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหนี้สาธารณะไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ล้านบาท โดยยอดหนี้สาธารณะเดือนมิ.ย. 2564 อยู่ที่ 8,825,097 ล้านบาท หรือ 55.20% ของจีดีพี เป็นการเพิ่มทั้งจำนวนหนี้และสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564 ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา

สำหรับหนี้สาธารณะเดือน ก.ค. 2564 ที่เพิ่มสูงขึ้น มาจากการกู้โดยตรงของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการกู้เพื่อการชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2564 ที่มีกรอบการกู้อยู่ที่ 608,962 ล้านบาท และการกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินโควิดที่มีการกู้ไปแล้ว 817,726 ล้านบาท จากวงเงินกู้ทั้งหมด 1 ล้านล้านบาท และต้องกู้ภายในสิ้นปีงบประมาณนี้ ซึ่งทำให้เสี่ยงเพดานหนี้สาธารณะจะเกินกรอบที่กำหนดไว้ 60%