EXIM BANK หนุนรัฐ-เอกชน ดันส่งออกโต 2.5-4%

วันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลา 07:58 น.
EXIM BANK หนุนรัฐ-เอกชน ดันส่งออกโต 2.5-4%
EXIM BANK หนุน ภาครัฐ-เอกชนต้องจับมือเร่งเครื่อง บุกตลาดที่ฟื้นตัว ดันส่งออกโต 2.5-4%

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ทำให้หลายภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทันและปิดกิจการลงเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ EXIM BANK คาดการณ์ว่า การส่งออกของไทยจะเติบโตได้สูงสุดถึง 4% ในปี 2564 เป็นผลจากเศรษฐกิจและการค้าโลกฟื้นตัว โดยหัวใจสำคัญได้แก่ ความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวให้ได้ในโลกธุรกิจที่ปรับโฉมใหม่หลังโควิด-19 ประกอบกับมาตรการกระตุ้นของภาครัฐเพื่อเพิ่มกำลังซื้อและบรรเทาภาระหนี้ให้แก่ภาคประชาชน การบริโภคและการลงทุนภาครัฐกลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง

ล่าสุดตัวเลขส่งออกของไทยเดือนกันยายน 2563 หดตัวเหลือ 3.9% ซึ่งเป็นการหดตัวต่ำสุดในรอบ 5 เดือน ขณะที่ตัวเลขส่งออก 9 เดือนแรกปี 2563 หดตัว 7.3% ดีกว่าคู่แข่งหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และอินเดีย

ประกอบกับหากนายโจ ไบเดน ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 จะทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายการค้าการลงทุนของสหรัฐฯ ในหลายมิติ เนื่องจากนายไบเดนไม่สนับสนุนสงครามการค้า (Trade War) สนับสนุนการลงทุนพลังงานสะอาด มีนโยบายขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งจะผลักดันให้เกิดการย้ายฐานการลงทุนออกจากสหรัฐฯ มากขึ้น สวนทางกับแนวนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้บรรยากาศการค้าโลกมีท่าทีผ่อนคลาย จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวได้ให้สามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ

นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า EXIM BANK ได้เตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดไม่ถึงอยู่เสมอ เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 เราจึงมีความพร้อมในการทำหน้าที่ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูธุรกิจส่งออกได้ทันที ควบคู่กับการส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและบริหารความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศให้แก่ผู้ส่งออกไทย ทั้งความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน องค์กรยังเดินหน้าปรับเปลี่ยนบทบาทองค์กรครั้งใหญ่ (Transformation) ซึ่งส่งผลให้สามารถขยายยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อได้ถึง 78% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ควบคู่กับการพัฒนากระบวนการทำงาน โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี และทรัพยากรบุคคล เพื่อให้รับมือและปรับตัวได้ทันต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

“โควิด-19 เกิดขึ้นและยังคงอยู่ เป็นผลให้รูปแบบวิถีชีวิต ตลอดจนการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนโฉมไปอย่างมาก และทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเองไปสู่วิถีชีวิตใหม่หรือ New Normal ยอมรับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของโลกให้ได้ จากนั้น จึงนำวิถีชีวิตใหม่นี้ไปกำหนดรูปแบบธุรกิจและสินค้าให้สอดคล้องกัน EXIM BANK ก็เช่นกัน ยังคงเดินหน้าปรับเปลี่ยนบทบาทองค์กร เพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการองค์กรอย่างรับผิดชอบต่อสังคมท่ามกลางปัจจัยท้าทายต่าง ๆ เพื่อให้ EXIM BANK และเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมเติบโตอย่างยั่งยืนและสมดุลในระยะยาว” นายพิศิษฐ์ กล่าว