คนละครึ่ง กู้หน้าเศรษฐกิจบิ๊กตู่

วันที่ 11 พ.ย. 2563 เวลา 19:03 น.
คนละครึ่ง กู้หน้าเศรษฐกิจบิ๊กตู่
มาตรการ "คนละครึ่ง" ถือเป็นพระเอกมาช่วยบิ๊กตู่ หลังประชาชนและร้านค้ารายย่อยหาบเร่แผงลอยต่างชื่นชม ทำให้บิ๊กตู่ได้ใจไปไม่น้อย

หลังจาก รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคฟื้นฟูเศรษฐกิจสู้โควิด-19 มาหลายมาตรการ ส่วนใหญ่มาตรการที่ออกมาจะได้รับคำติมากกว่าคำชม

ตั้งแต่ ออกมาตรการแจกเงินคนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ในช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย 2563 กับผู้มีอาชีพอิสระ เกษตรกร ผู้พิการ คนชรา รวมแล้วกว่า 30 ล้านคน ใช้เงินกู้ไปถึง 4 แสนล้านบาท แต่กลับได้รับก้อนหินมากกว่าดอกไม้ เพราะถูกมองว่าเป็นการแจกเงินผิดฝาผิดตัว คนที่ควรได้ไม่ได้ คนที่ไม่ควรได้กลับได้

มาตรการแจกเงิน 5,000 บาท จึงเป็นมาตรการที่กัดกินหัวใจรัฐบาลบิ๊กตู่มากที่สุด ว่า แจกเงินกันขนาดนี้ยังโดนติยับเยินไม่ได้รับคำชมอะไรให้ติดไม้ติดมือให้ชื่นใจได้เลย

หลังจากนั้น รัฐบาลออกมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเป็นมาตรการช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยว ให้ผู้เที่ยวร่วมจ่าย 60% รัฐบาลช่วยจ่าย 40% ไม่เกิน 3,000 บาท ของราคาห้องพัก ให้สิทธิคนละ 5 คืน มีให้จอง 5 ล้านห้อง/5ล้านคืน แต่ปรากฎว่ามาตรการไม่ปังคนใช้สิทธิแค่หลักล้านห้อง รัฐบาลต้องแก้ไขปะผุมาตรการหลายครั้ง เพิ่มสิทธิให้คนละ 10 คืน ขยายอายุมาตรการจากสิ้นเดือน ก.ย. 2563 มาเป็น สิ้นเดือน ม.ค. 2564 จนถึงปัจจุบันก็ยังมีสิทธิเหลืออยู่ถึง 2.5 ล้านห้อง ตอกย้ำให้รัฐบาลบิ๊กตู่เสียภาพออกมาตรการกระตุ้นเป็นกระสุนด้านอยู่ตลอดเวลา

จนในช่วงโค้งท้ายของปี 2563 รัฐบาลได้คลอดมาตรการกระตุ้นการบริโภคชุดใหญ่อีก 1 ชุด ประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่

1. การเพิ่มวงเงินซื้อของให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านคน อีกคนละ 500 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ ต.ค.-ธ.ค. 2563 รวมเป็นได้คนละ 1,500 บาท ใช้เงินกู้ในโครงการนี้ 2 หมื่นล้านบาท

2. มาตรการคนละครึ่ง ให้วงเงินประชาชน 10 ล้านคน ซื้อสินค้าร้านค้ารายย่อยหาบเร่แผงลอยคนละ 3,000 บาท

3. มาตรการช้อปดีมีคืน ให้ประชาชนซื้อสินค้ากับร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีไปหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท

ชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว เริ่มได้รับคำชมมากว่าคำติ ว่า เป็นมาตรการที่เริ่มถูกฝาถูกตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการแจกเงินให้ผู้มีรายได้น้อย ที่เป็นการจ่ายเงินให้ตรงไม่มีเงื่อนไขอะไรมาก สามารถนำไปซื้่อสินค้าได้ทันที

หรือ จะเป็นมาตรการช้อปดีมีคืน ที่แปลงร่างมาจากมาตรการช้อปช่วยชาติที่ทำมาต่อเนื่องหลายปี แต่ให้หักลดหย่อยภาษีได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท แต่มาตรการช้อปดีมีคืนให้หักลดหย่อยภาษีได้ถึงไม่เกิน 3 หมื่นบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เพราะต้องการดึงเงินจากคนที่มีกำลังซื้อ ให้ออกมาใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

และแน่นอนมาตรการที่ปังที่สุดหนีไม่พ้น มาตรการคนละครึ่ง ที่รัฐบาลออกแบบให้เป็นการซื้อสินค้าแบบร่วมจ่ายคนละครึ่ง ผู้ซื้อครึ่งหนึ่งและรัฐบาลช่วยออกครึ่งหนึ่ง

มาตรการคนละครึ่ง เปิดตัวเป็นทางการวันที่ 1 ต.ค. 2563 มีการเปิดตัว www.คนละครึ่ง.com ให้ร้านค้าลงทะเบียนเป็นอันดับแรก โดยการมีการเชิญชวนร้านค้าที่เคยอยู่ในมาตรการชิมช้อปใช้ 2 แสนล้านมาลงทะเบียนในโครงการนี้ด้วย

หลังจากนั้นวันที่ 16 ต.ค. 2563 เริ่มให้ประชาชนจองสิทธิ วันแรกมีคนจองมากถึง 4 ล้านคน หลังจากนั้นไม่กี่วันก็จองสิทธิเต็ม 10 ล้านคน โดยเริ่มให้มีการใช้จ่ายในวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมา จากเริ่มต้นมีการซื้อขายสินค้าวันละ 100 ล้านบาท ผ่านไปไม่กี่วันมีการซื้อขายสินค้าถึงวันละ 900 ล้านบาท โดยยอดการใช้จ่ายรวมล่าสุดพุ่งไปถึง 1.2 หมื่นล้านบาท

มาตรการคนละครึ่ง ประสบความสำเร็จ เพราะมีการพูดกันปากต่อปาก ทั้งผู้ใช้ที่ลงทะเบียนไปซื้อสินค้าในราคาเพียงครึ่งเดียว แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดเพดานช่วยจ่ายให้แต่ละวันไม่เกิน 150 บาท ก็ตาม แต่เมื่อร่วมกับที่ประชาชนต้องออกอีก 150 บาท ก็ถือว่าสามารถใช้จ่ายซื้อของกินของใช้ในราคาถูกได้ถึงวันละ 300 บาท พอต่อการดำรงชีวิตให้มีความสุขได้ในช่วงที่ต้องเจอพิษโควิด-19

ในส่วนของร้านค้าที่ตอนแรกกล้าๆ กลัวๆ ไม่ยอมเข้าโครงการ แต่เมื่อเห็นเพื่อนร้านค้าด้วยกันที่เข้าโครงการขายของดีขึ้น ขายของได้ดีกว่าร้านตัวเอง ก็ต่างพากันเข้าโครงการเป็นจำนวนมาก ยอดร้านค้าเข้าโครงการจาก 2 แสนร้าน วันนี้ทะลุไป 6 แสนร้านค้า

มาตรการคนละครึ่ง ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีเงินสะพัดเข้าระบบเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือน สุดท้ายของปีนี้ 6 หมื่นล้านบาท จากประชาชนใช้จ่าย 3 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลจ่ายสมทบอีก 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งดูจากอัตราเร่งการใช้จ่าย ความกระตือรือร้นของทั้งผู้ได้สิทธิซื้อสินค้าและร้านค้าที่เข้าโครงการ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่มาตรการนี้รัฐบาลจะทำได้ทำตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้

มาตรการคนละครึ่ง จึงได้รับคำชมจากทั้งผู้ใช้ และร้านค้า ลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และทำให้ยอดขายสินค้าเพิ่มมากขึ้น จนทั้งผู้ได้สิทธิและร้านค้าต่างประสานเสียงเดียวกันให้รัฐบาลต่ออายุมาตรการคนละครึ่งออกไปอีก

ความสำเร็จของมาตรการคนละครึ่งยังเห็นได้จากการลงทะเบียนเก็บตกผู้ที่ได้สิทธิ 10 ล้านคนรอบแรก มี 2.5 ล้านคน ไม่ใช้จ่ายสินค้าภายใน 14 วัน จึงโดนตัดสิทธิ และได้มีการนำมาให้ประชาชนที่สนใจจองสิทธิรอบใหม่ในวันที่ 11 พ.ย. 2563 ที่แย่งจองกันจนเว็บล่มและสิทธิเต็มหลังจากเปิดให้จองไม่กี่ชั่วโมง

ความฮอตของมาตรการคนละครึ่ง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นมาตรการที่เป็นพระเอกมาช่วยกู้หน้าเศรษฐกิจรัฐบาลบิ๊กตู่ได้ถูกจังหวะเวลา เพราะได้ใจคน 10 ล้านคน กับร้านค้าที่คาดว่าจะทะลุหลัก 1 ล้านร้านในไม่ช้านี้

ยิ่ง กระทรวงการคลังออกมาประกาศว่า จะทำมาตรการคนละครึ่งเฟส 2 หลังจากเฟส 1 สิ้นสุดสิ้นปีนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนและร้านค้ารายย่อย ยิ่งทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่ได้ใจได้คำชมข้ามปีไปด้วย ซึ่งน่าจะเป็นกำลังใจเล็กๆ ให้รัฐบาลบิ๊กตู่บริหารประเทศให้ผ่านมรสุมการเมืองและเศรษฐกิจได้ต่อไป