ภาษีบาปยังเจ็บหนัก กระทบรายได้คลัง

วันที่ 20 ต.ค. 2563 เวลา 07:26 น.
ภาษีบาปยังเจ็บหนัก กระทบรายได้คลัง
ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และ บุหรี่ ทรุดหนัก กระทบการเก็บรายได้รัฐบาล

รายงานจากกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 ที่ผ่านมา (หรือระหว่าง ต.ค.62-ส.ค.63) ที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2562 ถึง 6.5% หรือลดลง 35,185 ล้านบาทนั้น ส่วนใหญ่มาจากรายได้ภาษีรถยนต์ที่ลดลงไปถึง 45,625 ล้านบาท หรือลดลง 37% และภาษียาสูบที่ลดลงไป 4,318 ล้านบาท หรือลดลง 7% ขณะที่ภาษีเหล้าและเบียร์รวมกันเก็บได้เพิ่มขึ้น 27.53 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1%

ทั้งนี้ รายได้ภาษีรถยนต์และภาษียาสูบนั้นสถานการณ์ถดถอยมาตั้งแต่ช่วงก่อนการล็อคดาวน์ที่ทยอยมีขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 ขณะที่รายได้ภาษีเหล้าเบียร์และน้ำมันเพิ่งมาเริ่มถูกกระทบตั้งแต่ มี.ค. 2563 เป็นต้นมา โดยภาษีรถยนต์และภาษียาสูบในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 ซึ่งเป็นช่วงก่อนล็อคดาวน์ เก็บได้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 19% และ 11% ตามลำดับ

นอกจากนี้ ในช่วงตั้งแต่ล็อคดาวน์เป็นต้นมา หรือช่วง มี.ค.-ส.ค. 2563 ภาษีทั้ง 2 ตัวนี้ยังคงเก็บไปลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ถึง 19% และ 4% ตามลำดับ ซึ่งในกรณีของภาษียาสูบนั้นในช่วง มี.ค.-ส.ค. 2562 นั้นเก็บได้ลดลงจากเดิมอยู่ก่อนแล้ว

รายงานข่าวจากกรมสรรพสามิต รายงานว่า ทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมยาสูบต่างมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและคะแนนนิยมของรัฐบาล โดยอุตสาหกรรมรถยนต์มีเครือข่ายอุตสาหกรรมต่อเนื่องและมีการจ้างงานรวมเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันติดอันดับภูมิภาคและอันดับโลกด้วย จึงต้องจับตาดูช่วงท้ายๆ ปีนี้ว่ากระทรวงการคลังจะมีมาตรการอะไรมากระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศช่วยค่ายรถยนต์ต่างๆ ตามที่มีการคาดการณ์กันไว้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้แม้จะมีการเรียกร้องจากผู้ประกอบการให้ลดภาษีสรรพสามิต แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใด หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ รายได้ภาษีรถยนต์ตลอดจนสถานการณ์การจ้างงานในอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องก็อาจจะน่ากังวลหนักขึ้นอีก

ส่วนด้านอุตสาหกรรมยาสูบซึ่งมีการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกรรมภายในสังกัดกระทรวงการคลังเองเป็นเจ้าตลาดนั้น ก็ต้องรับผิดชอบชีวิตเกษตรกรชาวไร่ยาสูบร่วม 50,000 ครัวเรือน ก็มีประเด็นที่ซับซ้อนและน่ากังวลไปอีกแบบ ทั้งนี้นับตั้งแต่การปรับโครงสร้างภาษียาสูบเมื่อเดือน ก.ย. 2560 เป็นต้นมา ทำให้บุหรี่ส่วนใหญ่ในประเทศกว่า 90% ต้องมาขายในราคา 60 บาท ยอดขายบุหรี่และกำไรของ ยสท. ตกฮวบ เพราะโครงสร้างภาษีบุหรี่ปัจจุบันเป็นแบบ 2 ขั้นอัตรา บุหรี่ราคาขายปลีกไม่เกินซองละ 60 บาท จัดเก็บภาษีตามมูลค่า 20% และบุหรี่ราคาขายปลีกซองละเกิน 60 บาท จัดเก็บภาษีตามมูลค่า 40% รวมทั้งบุหรี่ทุกซองต้องเสียภาษีตามปริมาณในอัตราเดียวกันคือ 1.2 บาทต่อมวนด้วย อันทำให้ภาระภาษีต่อซองของบุหรี่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดด้วย

โครงสร้างภาษีบุหรี่ดังกล่าวประกอบกับภาระภาษีบุหรี่ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ ยสท. มีส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก 79% เหลือเพียง 60% นำส่งเงินให้รัฐได้ลดลงไปราวปีละกว่า 14,000 ล้านบาทมา 2 ปีติดต่อกันแล้ว ขณะที่ผลกำไรสุทธิก็ลดลงปีละกว่า 8,000 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2560 และยังทำให้ชาวไร่ยาสูบเดือดร้อนจากการที่ ยสท.ต้องลดโควตารับซื้อไปถึง 50% เป็นเวลา 2-3 ปีติดต่อกันแล้ว

อย่างไรก็ตาม จำนวนคนสูบก็ไม่ได้ลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีปัญหาบุหรี่ลักลอบนำเข้ามามากขึ้นด้วยราคาบุหรี่เสียภาษีในประเทศไทยที่แพงเกินกำลังซื้อของประชาชนไปมาก โดยก่อนหน้านี้ ยสท. แถลงตัวเลขประมาณการณ์บุหรี่ลักลอบนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจาก 9% เป็น 26% และยังมีการเปลี่ยนไปสูบยาเส้นมวนเองซึ่งเสียภาษีน้อยกว่าบุหรี่โรงงานถึง 17 เท่ากระทบยอดขายการยาสูบแห่งประเทศไทยจนต้องไปทำยาเส้นขายแล้วเช่นกัน ล่าสุด ผู้ว่าการ ยสท. นายภาณุพล รัตนกาญจนภัทร เตรียมชงให้รัฐบาลปรับภาษีบุหรี่ใหม่โดยเร็ว และมีข่าวว่าและในปีงบประมาณ 2564 นี้ ยสท. ต้องขอกู้เงิน 1,500 ล้านบาทมาใช้หมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเสนอให้ปรับโครงสร้างเป็นแบบไหน

ทั้งนี้ ปัจจุบันภาระภาษีรวมต่อราคาบุหรี่ 1 ซอง อยู่ที่ 79% สูงเป็นอันตับ 23 ของโลก และถือว่ายังล้ำหน้าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชนไทยไปมาก อันเป็นที่มาของปัญหาต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น ดังนั้น หากต้องการรักษาไว้หรือเพิ่มรายได้ภาษียาสูบ กระทรวงการคลังจะต้องทบทวนอัตราโครงสร้างภาษีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ หากภาษีต่ำเกินไปก็จะไม่ช่วยคุมการบริโภคยาสูบและเสียโอกาสในการเก็บรายได้เพิ่ม ขณะที่ภาษีที่สูงเกินไปก็ไม่ได้การันตีว่าจะช่วยคุมการบริโภคได้เพราะมีปัญหาบุหรี่หนีภาษีเพิ่มขึ้นและยังมีเรื่องสินค้าทดแทนที่เสียภาษีต่ำกว่าได้แก่ ยาเส้น ซึ่งก็อาจเสียงทำให้รายได้ภาษียาสูบเก็บได้ลดลงอีก